วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตลาด'เอ็มเอไอ'ร้อน-ผวาฟองสบู่

หลายคนมองว่า mai อาจเป็นฟองสบู่ แต่อยากให้มองว่าหุ้นบางกลุ่มยังมีพื้นฐานพอรองรับได้

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) กล่าวว่า ปัจจุบันตลาด mai เดินหน้ามาจนถึงปีที่ 15 ปรากฏว่าได้รับการตอบรับและความมั่นใจจากนักลงทุนอย่างมาก ประกอบกับมีบริษัทจดทะเบียนมั่นใจที่จะเข้าเทรดในตลาด mai มากขึ้น ทำให้ดัชนีปรับขึ้นต่อเนื่อง และเริ่มมีการจับตาการซื้อขายในตลาด mai มากขึ้น หลังจากดัชนีปรับตัวขึ้นต่อเนื่องมากกว่า 80%

มองว่าแม้ดัชนีจะปรับตัวขึ้นมาสูง แต่มีพื้นฐานรองรับในบางกลุ่มอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดเอ็มเอไอทั้งสิ้น 104 บริษัท ระดับราคาปิดกำไรต่อหุ้น (พีอี) สูงถึง 77 เท่า สาเหตุหนึ่งเป็นผลจากมีบริษัทที่มีระดับพีอีและราคาต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (พีบี) อยู่ในระดับสูง 15 บริษัท บางบริษัทมีระดับพีอีสูงถึง 300% นับจากวันที่เสนอขายหุ้นเป็นครั้งแรก แม้ว่าจะมี 27 บริษัทที่มีผลดำเนินงานขาดทุนก็ตาม

"ที่ผ่านมามีการลงทุนในหุ้นขนาดเล็กค่อนข้างมาก ตอนนี้พีอีหลายบริษัทปรับสูงขึ้นอย่างมาก แม้กระทั่งพีอีของตลาด mai ยังปรับขึ้นไปถึง 80 เท่า ซึ่งจริงๆ แล้วระดับที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ 20 เท่ากว่าๆ" เขากล่าวพร้อมอธิบาย

"ผมขอแยกบริษัทเป็น 3 กลุ่ม คือตอนนี้เรามีอยู่ 104 หลักทรัพย์ กลุ่มแรกประมาณ 65 หลักทรัพย์ พีอีอยู่ที่ 25 เท่า กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มที่ผลประกอบการขาดทุน มีประมาณ 27 บริษัท และถ้าถอดกลุ่มที่มีผลประกอบการขาดทุนออกไป พีอีตลาด mai ที่ระดับ 80 เท่าจะปรับลดลงมาเหลือประมาณ 40 เท่า ส่วนกลุ่มสุดท้ายอีก 15 บริษัท พีอีเกิน 30 เท่าขึ้นไป พีบีเกิน 5 เท่าขึ้นไป และหากเอา 15 บริษัทนี้ออกไป พีอีจาก 80 เท่าจะเหลือประมาณ 65 เท่า ถ้ารวมกลุ่มที่ขาดทุนและกลุ่มที่พีอีและพีบีสูงออกไป พีอีของตลาด mai ก็จะเหลือที่ 25 เท่า เราต้องแยกแยะให้เห็นว่าพีอีสูงเพราะมีบริษัทบางบริษัทถ่วงน้ำหนักอยู่"

ศึกษาข้อมูลก่อนลงทุน

ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ กล่าวต่อว่า ธรรมชาติของตลาด mai เป็นตลาดหุ้นที่มีการเติบโตสูง ละเอียดอ่อน มีความผันผวนแรงหากมีข่าวมากระทบ ส่งผลให้ราคาอาจพุ่งแรงบ้าง หรือขาดทุนเป็นเรื่องปกติ โดยที่ผ่านมาราคาหุ้นไอพีโอพุ่งชนซิลลิ่งในวันแรกที่เข้าเทรด เป็นเพราะภาวะตลาดดีและนักลงทุนให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในหุ้นขนาดเล็กมากขึ้น

ทั้งนี้ นักลงทุนจะต้องระมัดระวังในการเข้ามาลงทุนมากขึ้น โดยจะต้องมีการศึกษาข้อมูลและปัจจัยพื้นฐานของแต่ละบริษัท ไม่อยากให้มองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาสูงถือว่าแพงแล้ว และไม่ดี เพราะจากการเข้าไปดูรายละเอียดหุ้นไอพีโอที่เข้ามาจดทะเบียนใน mai ปีนี้ หลายบริษัทที่ราคาเปิดวันแรกสูงกว่าราคาจองมาก แต่ปัจจุบันราคาหุ้นยังทรงตัวอยู่ในระดับที่สูงอยู่

"เมื่อดัชนีปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นสถิติใหม่ ทำให้หลายฝ่ายมีความกังวลอยู่บ้าง เราจึงต้องจับตาการซื้อขายในตลาด mai มากขึ้น เพราะถือว่ามีความเสี่ยงที่อาจสร้างความเสียหายได้ ซึ่งหลายคนมองว่า ตลาด mai อาจเป็นฟองสบู่ แต่เราอยากให้มองว่า ในหุ้นบางกลุ่มยังมีพื้นฐานที่พอจะรองรับได้ ซึ่งเราอยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูลเพื่อเผยแพร่กับนักลงทุนให้รับทราบถึงความถูกแพงของตลาด mai ทั้งหมด เพื่อสร้างความมั่นใจว่าตลาด mai ยังมีศักยภาพ"

ตลท.เข้มหลังหุ้นขึ้นแรง

นายประพันธ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาหลังจากที่ราคาหุ้นในตลาด mai ปรับขึ้นแรงจนบางบริษัทปรับขึ้นจนชนซิลลิ่ง (เพดาน) นั้น ทางตลาด mai ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้มีการหารืออย่างต่อเนื่อง โดยทาง ตลท.มีหน่วยงานดูแลกำกับการซื้อขาย หากพบความผิดปกติในการซื้อขายก็จะมีการสอบถามไปยังบริษัทและโบรกเกอร์เพื่อให้ชี้แจงข้อมูล

อย่างไรก็ตาม ตลท.อยู่ระหว่างหารือถึงการชี้แจงข้อมูล และแจ้งเตือนนักลงทุนผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค ทั้งโปรแกรมไลน์และเฟซบุ๊ก เนื่องจากปัจจุบันนักลงทุนนิยมส่งต่อข่าวในแอพพลิเคชันไลน์ ทำให้การลงทุนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน บางครั้งเป็นกระแสข่าวลือที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน คาดว่าจะได้ข้อสรุปและนำมาใช้ได้จริงในต้นปี 58

จัด8กลุ่มหวังพีอีเหมาะสม

เขากล่าวอีกว่า ก้าวต่อไปของตลาด mai คือ การผลักดันบริษัทเข้าจดทะเบียนเพิ่มอีก 100 บริษัทภายใน 5 ปีต่อจากนี้ พร้อมเร่งจัดหลักทรัพย์ใน mai ตามประเภทกลุ่มอุตสาหกรรม (Industry group) 8 กลุ่ม เริ่มใช้ ม.ค.58 โดย 8 กลุ่มจะประกอบด้วย AGRO หรือ กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารจำนวน 5 บริษัท, CONSUMP หรือ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวน 8 บริษัท, FINCIAL หรือ กลุ่มธุรกิจการเงินจำนวน 6 บริษัท

INDUS หรือ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมจำนวน 29 บริษัท, PROPCON หรือ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างจำนวน 13 บริษัท, RESOURC หรือกลุ่มทรัพยากรจำนวน 9 บริษัท, SERVICE หรือ กลุ่มบริการจำนวน 27 บริษัท และ TECH หรือกลุ่มเทคโนโลยีจำนวน 8 บริษัท

"จากระดับพีอี 80 เท่าที่หลายฝ่ายกังวล เราจึงมีแผนที่จะแบ่งหมวดหมู่อุตสาหกรรมเพื่อจัดระดับพีอีให้สะท้อนความเป็นจริง แต่ทั้งนี้ พีอีหุ้น mai จะสูงต่อไปอีก 1 ปี ไม่ได้ปรับลดลงทันที เนื่องจากราคาหุ้นได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก แต่กำไรของหุ้นใน mai ปรับตัวลดลง ทำให้ต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ปี ในการสร้างกำไรให้เติบโตเท่ากับการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น ซึ่งเมื่อมีการจัดหมวดธุรกิจ เชื่อว่าจะทำให้พีอีปรับตัวลดลงบ้าง แต่เชื่อว่าไม่มาก"

กระดานหุ้นเอสเอ็มอี

ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ mai กล่าวด้วยว่า การทำกระดานหุ้นเอสเอ็มอี เป็นแนวคิดของ ก.ล.ต. และ ตลท.ที่ต้องการดึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี ที่มีอยู่ประมาณ 3 ล้านรายเข้ามาเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและเพิ่มศักยภาพของบริษัทให้เติบโตมากขึ้น แต่ยังติดปัญหาอยู่ในหลายจุด

อาทิ ต้นทุนในการระดมทุนในตลาดค่อนข้างสูง หากเปรียบเทียบจากตลาด mai ในปัจจุบัน ทั้งต้นทุนที่ปรึกษาทางการเงิน, อันเดอร์ไรท์เตอร์, ผู้สอบบัญชี และอื่นๆ รวมกันประมาณ 10% หากต้องการระดมทุน 100 ล้านบาท บริษัทกำไรปีละ 10 ล้านบาทก็แทบไม่เหลือกำไร ดังนั้นต้องไปศึกษาเพิ่มเติมว่าทำอย่างไรจะให้ต้นทุนถูกลง ประเด็นที่ 2 คือความเสี่ยง กลุ่มนี้เป็นบริษัทขนาดเล็กที่มีความเสี่ยงผันผวนสูง ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดกลุ่มนักลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้วย เป็นต้น