วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

PTT

มีมุมมองเชิงบวกต่อการขยายการลงทุนในเวียดนาม

ประเด็น

นายอธิคม เติบศิริ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า สำหรับความคืบหน้าโครงการลงทุนโรงกลั่นและปิโตรเคมีครบวงจรในประเทศเวียดนามนั้น ได้ยื่นรายงานความเป็นไปได้ต่อรัฐบาลเวียดนาม คาดจะได้ข้อสรุปภายใน 1 เดือน ได้บริษัท ซาอุดิอารัมโก (Saudi Aramco) เข้าร่วมทุน ช่วยเรื่องด้านวัตถุดิบของโครงการ (ที่มา – ข่าวหุ้น)

ผลกระทบ / ความเห็น

PTT มีแผนลงทุนขนาดใหญ่ในเวียดนาม: PTT เสนอแผนการดำเนินงานต่อกระทรวงอุตสาหกรรมเวียดนาม เพื่อเข้าลงทุนในธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมีครบวงจร ได้แก่ โรงกลั่นขนาด 4 แสนบาร์เรลต่อวัน และโรงงานปิโตรเคมีที่มีกำลังผลิตรวม 5 ล้านตันต่อปี เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 2.2 หมื่นล้านเหรียญ โดยกลุ่ม PTT จะถือหุ้นใน 40% ร่วมกับบริษัทน้ำมันแห่งชาติของประเทศซาอุดิอาราเบีย (Saudi Aramco) ในสัดส่วน 40% และพันธมิตรเวียดนามอีก 20% เบื้องต้นคาดว่า PTT จะใช้เงินลงทุนสำหรับโครงการดังกล่าวประมาณ 3.5 – 4.4 พันล้านเหรียญ โดยกลุ่ม PTT คาดว่าจะมี TOP และ IRPC ซึ่งเป็น Flagships ทางด้านโรงกลั่นเป็นผู้ร่วมลงทุน

ยังคงต้องติดตาม แต่มีมุมมองเชิงบวก: แม้จะยังมีข้อมูลไม่มากพอที่เราจะประเมิน Upside ที่จะได้จากการลงทุนดังกล่าว อีกทั้งหากภาครัฐของเวียดนามอนุมัติโครงการดังกล่าว ยังจำเป็นต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 6 – 7 ปี ในการพัฒนา แต่เรามีมุมมองเป็นบวกเนื่องจากการลงทุนในธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมีขนาดใหญ่ในประเทศเริ่มจำกัด ขณะที่ PTT เลือกประเทศเวียดนามเป็นเป้าหมายในการขยายการลงทุนเรามองว่าเหมาะสมเนื่องจากเป็นประเทศที่ยังมีการเติบโตของ Demand สูง โดยข้อมูลจาก EIA ระบุว่า ประเทศเวียดนามยังเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปสุทธิจำนวนมาก เนื่องจากมีโรงกลั่นในประเทศเพียง 1.4 แสนบาร์เรลต่อวัน แต่มีความต้องการใช้น้ำมันในประเทศมากถึง 3.9 แสนบาร์เรลต่อวัน โดยความต้องการใช้น้ำมันในประเทศยังคงมีแนวโน้มปรับเพิ่มจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดย IMF คาดการณ์การเติบโตของ GDP ประเทศเวียดนามจะเติบโตเฉลี่ย 5.9% ต่อปี (2015 – 19)

คำแนะนำ / เหตุผล

Upside เริ่มจำกัด แนะนำ “เก็งกำไร”: เราปรับคำแนะนำจาก “ซื้อ” มาเป็น “เก็งกำไร” เนื่องจากราคาหุ้นในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เหลือ Upside ปัจจุบันเพียง 10% เท่านั้น อย่างไรก็ตามระยะสั้นยังคงมีปัจจัยบวกสนับสนุนจาก (1) ความเป็นไปได้ที่จะเห็นการปรับเพิ่มของราคา NGV เร็วๆ นี้ เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง (15 – 16 บาทต่อกิโลกรัม) จากปัจจุบันที่ปรับเพิ่มขึ้นมาแล้วเป็น 11.5 บาทต่อกิโลกรัม จากมติ คมช. ล่าสุด (9 ก.ย.) และ (2) ความชัดเจนของการลงทุนในประเทศ