โครงข่ายดาวเทียม-เคเบิล ยื่นหนังสือ บอร์ด กสท. จันทร์นี้ หาทางออกช่อง3 หวั่น"จอดำ"กระทบผู้ชม15ล้านครัวเรือน
ด้าน อสมท ย้ำหน้าที่ "กสท.-ช่อง3" เจรจาเงื่อนไขออกอากาศคู่ขนาน ด้านโบรกเกอร์ คาดช่อง 3 เลือกทางออกปัญหา โดยออกอากาศคู่ขนานระบบดิจิทัล ยอมแบกรับต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่ม 4% หรือ 150 ล้านบาทในปีนี้ และ 400-600 ล้านบาทในปีหน้า
หลังจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจโทรทัศน์ (กสท.) มีมติ "ไม่ขยาย"เวลาการปฏิบัติหน้าที่ฟรีทีวี ของช่องอนาล็อก ส่งผลให้ช่องอนาล็อกทุกช่อง รวมทั้งช่อง 3 สิ้นสุดการทำหน้าที่ ฟรีทีวี ตั้งแต่วันที่ 2 ก.ย. 2557 โดยโครงข่ายเคเบิล และดาวเทียม ไม่มีหน้าที่ นำช่อง 3 อนาล็อกไปเผยแพร่ในโครงข่าย
นายมานพ โตการค้า ประธานชมรมโครงข่ายโทรทัศน์ดาวเทียม เปิดเผยว่าผู้ประกอบการโครงข่ายดาวเทียมและเคเบิลทีวี ได้มีการหารือกับช่อง 3 เมื่อวันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา เพื่อรับทราบแนวทางการออกอากาศช่อง 3 อนาล็อก โดยช่อง 3 ระบุว่ากำลังอยู่ระหว่างเจรจากับ กสท. เพื่อหาทางออกร่วมกัน
ทั้งนี้ ช่อง 3 ยังยืนยันสิทธิในสัมปทานการออกอากาศโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบอนาล็อกจึงถึงปี 2563 และต้องการดำเนินธุรกิจทีวีดิจิทัลทั้ง 3 ช่องที่ชนะประมูล โดยยังไม่มีแผนนำช่อง 3 อนาล็อกมาออกอากาศคู่ขนานในขณะนี้
จากสถานการณ์ดังกล่าว หากมีการบังคับใช้ มติ กสท. วันที่ 3 ก.พ.2557 โดยมีการออกคำสั่งทางปกครอง เพื่อให้โครงข่ายดาวเทียมและเคเบิล ห้ามออกอากาศช่อง 3 เนื่องจากสิ้นสุดหน้าที่ฟรีทีวี อีกทั้งไม่ใช่ช่องอนาล็อกที่ออกอากาศคู่ขนาน ซึ่งจะได้สิทธิออกอากาศทุกช่องทาง จะเกิดปัญหา "จอดำ" ช่อง3 อนาล็อก ในโครงข่ายดาวเทียมและเคเบิลทันที ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ชมทีวีผ่านช่องทางดังกล่าว ที่มีจำนวน 15 ล้านครัวเรือน หรือสัดส่วน 70% ของผู้ชมทั่วประเทศในขณะนี้
ดังนั้นในวันจันทร์ที่ 8 ก.ย.นี้ ตัวแทนผู้ประกอบการโครงข่ายดาวเทียมและเคเบิล จะยื่นหนังสือถึง บอร์ด กสท. เพื่อให้พิจารณาแนวทางปฏิบัติของโครงข่ายดาวเทียมและเคเบิล กรณีการออกอากาศช่อง3 อนาล็อก เพื่อไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่รับชมทีวีผ่านช่องทางดังกล่าว
ชี้ยึดคำสั่งกสท.หากสั่งจอดำ
นายมานพ กล่าวอีกว่ากรณีที่ มติ กสท.ออกคำสั่งทางปกครองให้ ผู้ประกอบการโครงข่ายเคเบิลและทีวีดาวเทียม ห้ามออกอากาศช่อง 3 อนาล็อก ทุกรายพร้อมปฏิบัติตามคำสั่ง เนื่องจากเป็นผู้ประกอบการภายใต้ใบอนุญาต กสทช. แต่เชื่อว่าจะได้รับการร้องเรียนจากผู้ชมจำนวนมาก เพราะช่วงที่เกิดกระแสข่าวจอดำช่อง 3 ที่ผ่านมา มีผู้ชมโทรศัพท์สอบถามมายังคอลล์ เซ็นเตอร์ ของผู้ประกอบการเคเบิลและดาวเทียมจำนวนมาก
นายวิชิต เอื้ออารีวรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญยิ่ง (8888) จำกัด (เจริญเคเบิลทีวี) และอุปนายกสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย กล่าวว่าต้องการให้ กสท.และช่อง 3 หาทางออกร่วมกันถึงแนวทางการออกอากาศช่อง 3 อนาล็อก บนโครงข่ายเคเบิลและดาวเทียม เพราะหากปัญหาจอดำ จะส่งผลกระทบกับผู้ชมจำนวนมาก
อย่างไรก็ตามในฐานะผู้ประกอบกิจการเคเบิลทีวี หาก กสท.มีคำสั่งให้ ผู้ประกอบการโครงข่ายห้ามออกอากาศช่อง 3 ก็พร้อมปฏิบัติตาม
แจงหน้าที่"กสท.-ช่อง3"เคาะเงื่อนไข
แหล่งข่าวจากบริษัทอสมท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าการพิจารณาเงื่อนไขการออกอากาศคู่ขนานช่อง 3 อนาล็อก แม้ อสมท จะมีฐานะเป็นคู่สัญญาสัมปทานโทรทัศน์ภาคพื้นดิน ซึ่งช่อง 3 เป็นพันธมิตรที่ดีและปฏิบัติตามสัญญามาต่อเนื่อง
ขณะที่แนวทางการออกอากาศคู่ขนานระบบดิจิทัล อสมท ได้ชี้แจ้งต่อ กสท.แล้วว่าเป็นเรื่องที่ ทั้ง กสท.และ ช่อง 3 ต้องสรุปเงื่อนไขแนวทางดำเนินงานมาเป็นลำดับแรก หลังจากนั้นหากมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับสัญญาสัมปทานอนาล็อกเดิมของ อสมท ขั้นตอนต่อไปคือการมาหารือร่วมกับ อสมท อีกครั้ง โดยพร้อมให้ความร่วมมือสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่โทรทัศน์ดิจิทัล แต่ต้องไม่กระทบกับรายได้ที่เกิดจากสัมปทานช่อง 3
"สัญญาระหว่าง อสมทและ ช่อง 3 ไม่ได้ปิดช่องการเจรจา" แหล่งข่าวกล่าว
ประเมินช่อง 3 เลือกออนแอร์คู่ขนาน
บล.เคเคเทรด กล่าวว่า ขณะนี้คงถึงเวลาตัดสินใจอนาคตช่อง 3 ออริจินัล ซึ่งฝ่ายวิจัยมองว่ามี 3 ทางเลือก คือ แนวทางที่ 1 ออกอากาศช่อง 3 ออริจินัลเฉพาะแพลตฟอร์มภาคพื้นดิน (อนาล็อก) จะทำให้ยังขายเวลาโฆษณาได้เท่าเดิม 12 นาทีต่อชั่วโมง แต่การเข้าถึงครัวเรือนจะลดลง 60-70% โดยฝ่ายวิจัย มองว่าแนวทางนี้เป็นไปได้น้อยเนื่องจากกระทบฐานผู้ชม
แนวทางที่ 2 ลดเวลาโฆษณาลงเหลือ 6 นาทีต่อชั่วโมง เพื่อให้ออกอากาศบนแพลตฟอร์มดาวเทียมและเคเบิลได้ตามเกณฑ์ผู้ให้บริการช่องเพย์ทีวี มองว่าเป็นไปได้น้อยเช่นกันเพราะกระทบรายได้กว่า 50% ของบริษัท
และแนวทางที่ 3 ออกอากาศคู่ขนานบนแพลตฟอร์มทีวีดิจิทัลในช่องที่ประมูลได้ จะทำให้ยังขายเวลาโฆษณาได้ 12 นาทีต่อชั่วโมง และเข้าถึงผู้ชมทั่วประเทศได้เหมือนเดิม แต่จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มราว 400-600 ล้านบาทต่อปี จากค่าธรรมเนียมรายปีของการออกอากาศบนแพลตฟอร์มทีวีดิจิทัล ซึ่งมองว่าเป็นไปได้มากที่สุด เนื่องจากยังคงรักษาฐานผู้ชมไว้ได้และไม่กระทบรายได้ค่าโฆษณา กระทบมูลค่าเหมาะสมไม่มาก
"เราประเมินว่าถ้าเลือกแนวทาง 3 จะทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม 100-150 ล้านบาท ในปี 2557 และ 400-600 ล้านบาท ในช่วงปี 2558-2562 ซึ่งจะทำให้มูลค่าเหมาะสมลดลงจากเดิม 60 สตางค์ เหลือ 41 บาท หรือคิดเป็นเพียง 1% เท่านั้น ทั้งนี้จากประเด็นข้างต้นที่ยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ" นักวิเคราะห์กล่าว
เขากล่าวว่า ขณะนี้ฝ่ายวิจัย ยังคงประมาณการผลประกอบการและมูลค่าเหมาะสมหุ้นบีอีซีคงแนะนำขาย แม้ผลกระทบจากกรณีที่มองว่าเป็นไปได้มากที่สุด (ทางเลือก 3) จะส่งผลกระทบต่อมูลค่าเหมาะสมไม่มาก แต่อย่างไรก็ตาม มองว่าการเกิดทีวีดิจิทัลเป็นปัจจัยลบ เนื่องจากทำให้การแข่งขันเพิ่มขึ้น ขณะที่โอกาสจากการหารายได้เพิ่มขึ้นจากช่องทีวีที่ประมูลมาได้ 3 ช่อง คาดว่าไม่ทำให้กำไรเติบโตโดดเด่นมากนักเนื่องจากฐานกำไรต่อปีเดิมสูงอยู่แล้ว และที่สำคัญราคาหุ้นยังสูงกว่ามูลค่าเหมาะสม
ส่วนภาพรวมอุตสาหกรรมดิจิทัลนั้น มองว่า ภาพรวมทีวีดิจิทัลใกล้สมบูรณ์ แผนการแจกคูปองอย่างเป็นทางการในเดือนต.ค. ของ กสทช. และการที่ผู้ประกอบการจำหน่ายกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์เตรียมทำการตลาดเต็มที่ ทำให้ยิ่งเชื่อมั่นว่าทีวีดิจิทัลจะมีความสามารถในการเข้าถึงครัวเรือนทั่วประเทศได้ในไม่ช้า เป็นโอกาสปรับขึ้นค่าโฆษณาของช่องทีวีดิจิทัลที่ได้รับความนิยมสูงอย่าง ช่อง 8 (RS) ช่อง Workpoint TV (WORK) และช่อง Nation TV (NBC) เป็นต้น ส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทเหล่านี้ เริ่มเข้าสู่ช่วงเติบโตจากทีวีดิจิทัลตามที่คาด ทั้งนี้ อัตราค่าโฆษณาของช่องทีวีดิจิทัลยังเติบโตได้อีกหลายเท่าตัวจากปัจจุบันยังอยู่ที่เพียงหลักหมื่นต่อนาที
เผยต้นทุนเพิ่ม 4%มีผลต่อกำไร 3%
บล.บัวหลวง กล่าวว่า กรณีที่กสทช.ให้เวลา 7-15 วัน หาทางออกในการดำเนินการแก้ไขการออกอากาศ นั้น ฝ่ายวิจัยคาดว่าบริษัทบีอีซีจะเลือกการออกอากาศแบบคู่ขนาน ให้ออกทั้งระบบอนาล็อกและดิจิทัล ควบคู่กันไป ซึ่งผลกระทบ คือ คาดว่าอัตราค่าโฆษณาจะลดลงจากเดิม ตามที่ประมาณการไว้ เนื่องจากการออกอากาศบนแพลตฟอร์มดิจิทัลทีวี อัตราค่าโฆษณารวมจะลดลงอยู่แล้ว
บล.ธนชาต ระบุว่า ฝ่ายวิจัยมองว่า บริษัทบีอีซี จะสามารถแก้ไขปัญหาครั้งนี้ได้โดยการย้ายรายการจากช่องทีวีอนาล็อกไปถ่ายทอดผ่านระบบทีวีดิจิทัล ซึ่งจะอยู่ภายใต้กฎ must carry (สามารถดูได้ผ่านทุกแพลตฟอร์ม) และยอมรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 4% จากการแบ่งรายได้ให้กับ กสทช. โดยเรามองว่ากรณีนี้ จะมีผลกระทบต่อประมาณการกำไรปีนี้ราว 3% และมีผลกระทบ 8% ต่อประมาณการกำไรปีหน้าและปีถัดไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาเป้าหมายเรา 3% และเชื่อว่าปัจจัยความสำเร็จสำคัญของบริษัทบีอีซี อย่างรายการคุณภาพและเรทติ้งจะช่วยแบ่งเบาผลกระทบครั้งนี้ได้
กสท.ชี้แก้ปัญหาช่อง3ไม่กระทบประชาชน
ด้าน พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช. และประธาน กสท. ทวิตข้อความชี้แจ้ง กรณีช่อง 3 ว่าหลังจากมีการหารือกับผู้ประกอบกิจการทีวีดิจิทัล และช่อง 3 เมื่อ 3 ก.ย. ที่ผ่านมา จะนำความเห็นของทุกฝ่ายจะถูกประมวล เพื่อนำไปสู่แนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะและประชาชน
โดยความเห็นส่วนตัวมองว่ากระบวนการการแก้ไขปัญหา ควรมีกรอบดังนี้ คือ ประชาชนจะต้องไม่ได้รับผลกระทบ ได้รับบริการโทรทัศน์โดยต่อเนื่อง จนกว่าจะได้ข้อยุติกระบวนการแก้ไขปัญหา อีกทั้งเป็นไปตามกฎหมาย ประกาศ กสทช. มติ กสท. และ มติ กสทช. ที่เกี่ยวข้อง
แนวทางการแก้ปัญหาต้องเกิดผลดีต่อกระบวนการเปลี่ยนผ่านการให้บริการโทรทัศน์ไปสู่โทรทัศน์ระบบดิจิทัล มีกระบวนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบด้วยมาตรฐานเดียวกัน และต้องเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน
ทั้งนี้ กระบวนการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นมีความสำคัญ และมีผลกระทบต่อประชาชน และประโยชน์สาธารณะในวงกว้าง โดย กสท. จำเป็นต้องมีกระบวนการแก้ไขปัญหาด้วยความรอบคอบ และบังคับใช้กฎหมายในขั้นตอนสุดท้าย









