ฟันธงส่งออกวูบต่ำ1% ชี้ปัจจัยเสี่ยง"สงคราม-อีโบลา"ฉุดการค้าโลก เอกชนแนะรัฐบาลเร่งขยายค้าชายแดน
เอกชนประเมินส่งออกร่วงหนัก จากเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้นตัว และปัจจัยเสี่ยงใหม่ "สงครามยูเครน-ตะวันออกกลาง-อีโบล่าระบาด" ฉุดการค้าโลก คาดปีนี้โตต่ำกว่า 1% ประเมินกระทบยาวถึงปีหน้า คาดขยายตัว 2-3% แนะรัฐบาลเร่งขยายการค้าชายแดน ขณะตลาดเงินจับตาธนาคารกลางหลายประเทศประชุมในสัปดาห์หน้า
ภาคเอกชนประเมินความหวังภาคส่งออกจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีนี้มีน้อยลง หลังจากเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวอย่างที่คาดไว้ โดยเฉพาะประเทศในแถบยุโรป ขณะเดียวกันเกิดภาวะสงครามทั้งในตะวันออกกลางและยูเครน
ในสัปดาห์หน้า รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเริ่มเข้าบริหารอย่างเป็นทางการ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์เตรียมแผนกระตุ้นการส่งออก โดยยังคงตั้งเป้าส่งออกในปีนี้ที่ 3.5% ขณะที่ใน 7 เดือนแรก(ม.ค.-ก.ค.)ปีนี้ มูลค่าการส่งออก 131,600.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 0.42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
แต่ภาคเอกชนเห็นว่าเป็นไปได้ยาก โดยประเมินว่าภาวะการค้าโลกเริ่มชะลอตัว ซึ่งสอดคล้องกับธนาคารกลางแห่งประเทศไทย(ธปท.) เตรียมปรับประมาณใหม่
นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่าการประเมินตัวเลขการส่งออกล่าสุด คาดว่าจะอยู่ในระดับ 1% หรือต่ำกว่า ซึ่งน้อยกว่าเป้าหมายวางไว้ที่ 1-1.6%
"ในขณะนี้ยังไม่ปรับเป้าหมายอย่างเป็นทางการ โดยคาดว่าในต้นไตรมาส 4 จะประกาศตัวเลขที่ชัดเจนอีกครั้ง"
นายนพพร กล่าวว่า สาเหตุที่สรท.คาดการณ์การส่งออกต่ำลงมาก เนื่องจากยอดส่งออกในรอบ 7 เดือนยังคงติดลบถึง 0.42% ซึ่งหากใน 5 เดือนที่เหลือส่งออกได้เท่ากับช่วงเดียวกันของปีก่อนในระดับ 19,300 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน ก็จะทำให้ยอดการส่งออกทั้งปีขยายตัวติดลบ 0.25% แต่ถ้าใน 5 เดือนที่เหลือส่งออกขยายตัวเฉลี่ยเดือนละ 3% หรือมียอดส่งออกเดือนละประมาณ 19,800 ดอลลาร์ต่อเดือน จะทำให้การส่งออกทั้งปีขยายตัวได้ 1%
"ถือว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก จึงคาดว่ามีแนวโน้มสูงว่าการส่งออกทั้งปีต่ำกว่า 1%"
ชี้ผลกระทบ'สงคราม-ก่อการร้าย-อีโบล่า'
นายนพพร กล่าวว่าในช่วง 5 เดือนที่เหลือต่อเนื่องไปจนถึงต้นปีหน้า สถานการณ์การค้าโลกอยู่ในภาวะที่ไม่ดี เนื่องจากความตึงเครียดของสงครามในประเทศยูเครนได้ขยายตัวจนล่าสุดรัสเซียส่งทหารเข้าไปยึดครองบางส่วนของยูเครน จนทำให้ชาติตะวันตกและสหรัฐฯคว่ำบาตรทางการค้ากับรัสเซีย จนทำให้ล่าสุดเศรษฐกิจเยอรมันที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรปเข้าสู่ภาวะถดถอย เพราะกังวลเรื่องภัยสงคราม
นอกจากนี้ยังมีการขยายตัวของสงครามในตะวันออกกลาง การเผชิญความเสี่ยงต่อภัยก่อการร้ายจนทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯและนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ออกมาประกาศเตือนภัยประชาชนของตัวเองให้ระวังการก่อการร้าย รวมทั้งสถานการณ์การเงินโลกก็เสี่ยงที่จะมีความผันผวน และยังมีการแพร่ระบาดของเชื้ออีโบล่า ทำให้การเดินทางระหว่างประเทศลดลง
"ปัจจัยเหล่าล้วนแต่เป็นแรงฉุดให้ปริมาณการค้าโลกในไตรมาส 3 และ 4 ไปจนถึงต้นปีหน้าชะลอตัวลง"
ทั้งนี้ มองว่าเมื่อแยกตลาดส่งออกหลัก คาดว่าในปี 2557 การส่งออกไปยังสหรัฐฯ จะขยายตัวประมาณ 2-3% สหภาพยุโรปจะขยายตัวประมาณ 5% ซึ่งลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 6-7% ญี่ปุ่นน่าจะติดลบ 1-2% อาเซียนน่าจะอยู่ในระดับ 0-1% ลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 5% ตลาดจีน คาดว่าจะขยายตัว 0% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 2-3%
ประเมินกระทบยาวปีหน้าโต2-3%
นายนพพร กล่าวอีกว่า ในปี 2558 คาดว่าเศรษฐกิจโลกยังย่ำแย่ ต่อเนื่องจากปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวในระดับ 2-3% ส่งผลให้การส่งออกของไทยขยายตัวเต็มที่ไม่เกิน 3% เนื่องจากปัจจัยลบมากกว่าปัจจัยบวก เนื่องจากเศรษฐกิจอียูจะถดถอย เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างอียูกับรัสเซีย และการตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) กับประเทศไทย ส่วนเศรษฐกิจญี่ปุ่นก็ยากที่จะกลับมาเป็นบวก ขณะเศรษฐกิจสหรัฐฯและจีนก็น่าจะบวกได้เล็กน้อย
"ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะได้รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารงาน ก็จำเป็นต้องใช้เวลาในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ซึ่งจะส่งผลต่อการส่งออกรถยนต์ ที่เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ของประเทศ” นายนพพร กล่าว
คาดกระทบจีดีพีปีนี้ เหลือ1.5%
ด้าน นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันยังคงน่าเป็นห่วง ดังนั้นโดยส่วนตัวจึงมองว่าการส่งออกในปีนี้น่าจะขยายตัวไม่เกิน 1% ต่ำกว่าคาดการณ์เดิมของ สรท. ที่ตั้งไว้ที่ 1.6% ซึ่งจะส่งผลให้อัตราการเติบโตของจีดีพี ในปีนี้ลดลงเหลือ 1.5% จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ 2%
ส่วนแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วนนั้น รัฐบาลควรจะเร่งผลักดันขยายการส่งออกชายแดนให้มากขึ้น เพราะว่าเมื่อดูภาวะการเติบโตของการส่งออกไปยังประเทศอาเซียนเดิม 5 ประเทศ (มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ บรูไน และสิงคโปร์) ต่างมียอดส่งออกลดลงรวมกันถึง -11.5% ขณะที่อาเซียนใหม่ ได้แก่ พม่า สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม มีการส่งออกขยายตัวถึง 9.3%
แนะรัฐบาลเร่งขยายค้าชายแดน
นายวัลลภ กล่าวว่ารัฐบาลจึงควรเร่งขยายการค้าขายแดน ซึ่งจะสามารถเร่งขยายการส่งออกได้ในระยะเวลาอันสั้น
“หลักจากที่ รมว.กระทรวงพาณิชย์เข้ารับตำแหน่ง ควรจะเร่งจัดคณะนำเอกชนไทยออกไปเจาะตลาดขยายการค้าในเมืองหลวง และหัวเมืองใหญ่ของประเทศที่อยู่ติดกับประเทศ รวมทั้งเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ ซึ่งจะเป็นการช่วยขยายมูลค่าการส่งออกได้เร็วที่สุด เพราะว่าประเทศเหล่านี้ล้วนแต่นิยมสินค้าไทยโดยรวมอยู่แล้ว” นายวัลลภ กล่าว
กกร.คาดส่งออกโต1.2%
นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 องค์กร (กกร.)ซึ่งประกอบด้วยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าไทย และสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่าจากการประเมินยอดล่าสุดคาดว่าในปี 2557 การส่งออกจะขยายตัวเพียง 1.2% ส่วน จีดีพี คาดว่าคาดว่าจะขยายตัว 1.5-2%
การผลักดันการส่งออก อยากให้รัฐบางสนับสนุนให้เกิดการค้าชายแดนเพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันภาคการส่งออกของไทยไปยังภูมิภาคอาเซียน เมื่อรวมกับมูลค่าทางการค้าชายแดน พบว่า สูงกว่าการส่งออกของไทยไปจีน ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ดังนั้นทิศทางการส่งเสริมการส่งออกจึงควรเน้นในภูมิภาคมากขึ้น
ด้าน นายพรศิลป์ พัชริทร์ตนะกูล รองประธานหอการค้าไทย กล่าวว่าในปีนี้ภาคส่งออกของไทยคงหมดหนทางเยียวยา เพราะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว และภาคการผลิตของไทยชะลอตัวตั้งแต่เกิดปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง
ตลาดจับจับตาประชุมธ.กลางยุโรป-อังกฤษ
นักลงทุนในตลาดการเงินทั่วโลกจับตาการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ในวันพฤหัสบดีนี้ เพื่อดูว่าอีซีบีจะตอบรับอย่างไรต่อการที่เศรษฐกิจยูโรโซนชะลอตัว การร่วงลงของอัตราเงินเฟ้อ และการปฏิรูปเศรษฐกิจยูโรโซนที่ดำเนินไปอย่างเฉื่อยชา อัตราเงินเฟ้อในยูโรโซน ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจ 9.6 ล้านล้านยูโร ดิ่งลงสู่ 0.3 % ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี
นอกจากนี้ ความเสี่ยงทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นจากวิกฤติยูเครน ส่งผลให้ยุโรปจำเป็นต้องดำเนินมาตรการคว่ำบาตรทางการค้าต่อรัสเซีย ถึงแม้รัสเซียเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 3 ของยุโรป และมาตรการคว่ำบาตรนี้ก็ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในยุโรปด้วยเช่นกัน
นายเฟรเดอริค ดูโครเซต์ นักเศรษฐศาสตร์ยูโรโซนในธนาคารเครดิต อะกริโคล กล่าวว่ามีแรงกดดันให้อีซีบีดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพราะอัตราเงินเฟ้อและตัวเลขผลผลิตอยู่ในระดับอ่อนแอ และเป็นเพราะถ้อยแถลงของนายมาริโอ ดรากี ประธานอีซีบีที่เมืองแจ็คสัน โฮล
นายดรากีพยายามกระตุ้นให้รัฐบาลประเทศต่างๆในยุโรปตกลงใช้วิธีการเดียวกันในการปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยเขามองว่าการทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นในการกระตุ้นให้เศรษฐกิจยูโรโซนเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
ด้าน ธนาคารกลางสำคัญหลายแห่งจะจัดการประชุมกำหนดนโยบายในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึง อีซีบี, ธนาคารกลางสวีเดน (ริคส์แบงก์), ธนาคารกลางแคนาดา, ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) โดยนักลงทุนจะจับตามองการประชุมบีโออีมากเป็นพิเศษ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ว่าบีโออีจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อใด
ถึงแม้นักลงทุนคาดว่าบีโออีจะไม่ประกาศนโยบายใหม่ใดๆในวันพฤหัสบดีนี้ แต่ก็ยังคง คาดว่า บีโออีจะเป็นธนาคารกลางสำคัญแห่งแรกที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงต้นปีหน้า และจะปรับขึ้นก่อนหน้าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งตลาดคาดว่าเฟดจะเริ่มต้นปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในฤดูใบไม้ผลิปี 2558









