วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Market focus

SET มีโอกาสพักฐานแถว 1548 จุด

SET View

แนวโน้ม วันนี้ SET มีโอกาสพักฐานเพื่อรอปัจจัยใหม่ (1) การปรับโครงสร้างราคานํ้ามันเมื่อวานนี้อาจมีนัยต่อการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานทั้งหมดตามมา และจะกดดันจิตวิทยาการลงทุนหุ้นกลุ่มพลังงาน (2) สถาบันจัดอันดับเครดิต Fitch Rating เปิดเผยรายงานธนาคารขนาดใหญ่มีแนวโน้มการเติบโตภายในประเทศที่ค่อนข้างจำกัด และมีความเสี่ยงต่อฐานะทางการเงินและโอกาสในการถูกปรับลดอันดับเครดิตอาจปรับตัวเพิ่มขึ้น หากภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจนั้นรุนแรงและยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ จะกดดันจิตวิทยาการลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคาร (3) ดัชนี DJIA ทดสอบแนวต้านเดิมไม่ผ่านเสี่ยงต่อการพักฐาน (4) ความเห็นจากผู้ว่าธปท.ในงาน Thailand Focus บ่งบอกเป็นนัยว่าอัตราดอกเบี้ยขาลงในประเทศอาจสิ้นสุดลง และมีโอกาสปรับขึ้นตามภูมิภาคในปีหน้า ขณะที่ความวิตกต่อการฟื้นตัวของ GDP ช่วง 2H57 เริ่มปกคลุมตลาดหลังตัวเลขส่งออกเดือนก.ค.แย่กว่าคาด วันนี้ SET ควรปิดเหนือบริเวณ 1565 จุดขึ้นไป เพื่อรักษารูปแบบขาขึ้นทางเทคนิค และหากหลุด 1548 จุดจะเตือนถึงการปรับฐาน

กลยุทธ์การลงทุน ระยะ 1-2 วัน ชะลอการลงทุน เน้นถือครองเงินสด หรือดูแนวรับที่ 1548+/- ลองเสี่ยงซื้อหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะ หลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มนำตลาดมูลค่าตลาดขนาดใหญ่ (1) Top Daily Pick : KTIS (เพิ่งออกบทวิเคราะห์ด้วยคำแนะนำ “ซื้อ” มูลค่าเหมาะสมที่ 15.20 บาท จากการเติบโตกำไรก้าวกระโดดปี 57-58 กว่าปีละ 60% จากการขยายธุรกิจโรงไฟฟ้าและราคานํ้าตาลกลับสู่ขาขึ้น) และ QH (คาดผลประกอบการ 2H57)

(2) Technical Pick : GLOBAL STPI TUF DTAC QH

(3) Theme Play : กลุ่มอาหาร/อิเล็กทรอนิกส์ (CPF TUF DELTA SVI) ยอดขายเร่งตัวช่วง 2H57 ตามปัจจัยฤดูกาล กลุ่มขนส่ง/ท่องเที่ยว (AOT CENTEL ERW) และกลุ่มนิคมฯ (HEMRAJ AMATA) คาดรัฐบาลชุดใหม่มีมาตราการสนับสนุนเป็นลำดับต้น

รายงานวันนี้ Initial Coverage : KTIS (ซื้อ / มูลค่าเหมาะสม 15.20 บาท) ธุรกิจนํ้าตาลและไฟฟ้าเพิ่ม หนุนกำไรโตเป็นประวัติศาสตร์ Update : QH (เก็งกำไร / มูลค่าเหมาะสม 4.70 บาท) สินค้าตลาดภาคตะวันออกได้รับการตอบรับดี Comment : กลุ่มพลังงาน (นํ้าหนักการลงทุน เท่าตลาด) ผลกระทบจำกัดแต่ยังมีความเสี่ยง เลือก PTTEP และ RATCH เป็น Top Pick

Fundamental Talk

ภูเขานํ้าแข็งของนโยบายราคานํ้ามัน

• เมื่อวานนี้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติปรับเปลี่ยนโครงสร้างอัตราภาษีสรรพสามิตและภาษีเทศบาล รวมถึงการเก็บเข้า/ชดเชยเงินเข้ากองทุนนํ้ามันเพื่อให้ราคานํ้ามันเบ็นซิน/แก๊สโซฮอล์ และดีเซลให้เหลื่อมลํ้ากันน้อยลง การปรับเปลี่ยนนโยบายราคานํ้ามันครั้งนี้อาจเป็นอีกสัญญาณหนึ่งถึงการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานที่กำลังจะมีขึ้น

• แม้การประกาศดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่เป็นเพียงการทำตามมาตรการเร่งด่วนในการปรับโครงสร้างราคานํ้ามันและก๊าซที่คสช.มีมติออกมาเมื่อ 26 ส.ค. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูปนโยบายพลังงานแห่งชาติ และก่อนหน้านี้เมื่อ 15 ส.ค.ทางคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ก็มีมติเห็นชอบให้บริษัทปตท. (PTT) แยกกิจการท่อส่งก๊าซธรรมชาติออกจากกิจการจัดหาและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ รวมถึงลดสัดส่วนการถือหุ้นในโรงกลั่น SPRC ลง

• วันที่ 12 พ.ค. ที่ผ่านมานายปิยสวัสดิ์ อัมระนันท์ร่วมกับกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน มีการนำเสนอขั้นตอนการปฎิรูปพลังงานที่ยั่งยืน โดยมีเนื้อหาบางส่วนที่อาจมีนัยต่ออุตสาหกรรม (1) ปรับโครงสร้างราคาพลังงานที่เป็นธรรมและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง (เหตุผลเดียวกันกับประกาศคสช.) (2) ปฎิรูปบริษัทปตท.ด้วยการเพิ่มการแข่งขันด้านธุรกิจพลังงานเพื่อไม่ให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภค (อาจเห็นว่าปตท.มีกำไรมากเกินไป) อาทิ ให้ปตท.ขายหุ้นทั้งหมดในโรงกลั่นบางจากและโรงกลั่นนํ้ามันสตาร์ปิโตรเลียม รวมทั้งแยกกิจการท่อก๊าซธรรมชาติออกจากปตท. (ตามมติข้างต้น ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนแพงขึ้น) เปิดให้บริการใช้ท่อก๊าซแก่บุคคลที่สาม (หาเอกชนมาช่วยแบ่งกำไร) และรัฐบาลต้องลดสัดส่วนการถือหุ้นในปตท.ลงตํ่ากว่า 50% จนพ้นการการเป็นรัฐวิสาหกิจ (ดอกเบี้ยต้นทุนตํ่าเท่าเทียมภาครัฐก็ค่อยหมดไป) (3) ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พลังงานหมุนเวียน และพลังงานสะอาด (กพช.เพิ่งเห็นชอบแผนพัฒนาพลังงานทางเลือกฉบับล่าสุด ช่วยเร่งการเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานทางเลือกเร็วกว่าแผนเดิมถึง 5 ปี)

• หากจะประเมินทิศทางของแผนปฏิรูปที่จะเดินต่อไปจากนี้ เราเชื่อว่าข้อเสนอข้างต้นของนายปิยะสวัสดิ์ อัมระนันท์ ซึ่งเป็นประธานบอร์ดปตท.คนปัจจุบัน มีอิทธิพลทางความคิดต่อนโยบายปฏิรูปพลังงานของรัฐบาลชุดใหม่ สังเกตได้จากมติของคสช.มีแนวโน้มออกไปในทางที่สอดคล้องกับข้อเสนอดังกล่าว และเชื่อว่าภายใต้ประธานบอร์ดคนปัจจุบันจะมีการดำเนินตามขั้นตอนดังกล่าวอย่างรวดเร็ว คงเหลือเพียงเรื่องการประเมินทรัพย์สินโดยเฉพาะท่อก๊าซในส่วนที่เป็นของภาครัฐ-เอกชน ซึ่งอาจล่าช้าอันเนื่องมาจากความเห็นต่างด้านกฏหมาย