ซี.พี.แลนด์กางแผน3ปี ทุ่ม3หมื่นล้าน เดินหน้าลงทุนครบวงจร "โรงแรม-สำนักงาน-คอนโด- ศูนย์กระจายสินค้า-นิคมฯ"
รับเมกะโปรเจครัฐ 2.4 ล้านล้าน เล็งบุกตลาดเพื่อนบ้าน นำร่อง "พม่า" ชิงโอกาสเออีซี
สถานการณ์เศรษฐกิจ กำลังซื้อ ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มประกาศแผนลงทุนใหม่อีกรอบ โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีสัญญาณบวกจากการขับเคลื่อนเมกะโปรเจคของภาครัฐ
นายสุนทร อรุณานนท์ชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจพัฒนาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เปิดเผยถึงแผนลงทุน 3 ปีข้างหน้า (2557-2559) ว่า เตรียมงบกว่า 3 หมื่นล้านบาท ขยายการลงทุนใน 5 กลุ่ม ประกอบด้วย โรงแรม อาคารสำนักงานให้เช่า คอนโดมิเนียม ศูนย์กระจายสินค้า นิคมอุตสาหกรรม ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด นอกเหนือจากโครงการที่อยู่อาศัย มุ่งลงทุนคอนโดเป็นหลัก โดยปีหน้าจะขยายการลงทุนเพิ่มใน 10 จังหวัด
ทั้งนี้ ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทเริ่มขยายการลงทุนอสังหาฯ ในหัวเมืองกว่า 30 จังหวัด ผลักดันธุรกิจเติบโตแบบก้าวกระโดด ปัจจุบันมีจำนวนห้องชุดที่พัฒนาแล้ว และเตรียมเปิดขายกว่า 8,000 ยูนิต มูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท บ้านเดี่ยว 2 โครงการ จำนวน 315 ยูนิต มูลค่า 1,122 ล้านบาท
"ต่างจังหวัดมีศักยภาพการเติบโตสูง จากการขยายตัวของเศรษฐกิจ กำลังซื้อ โดยเฉพาะหัวเมืองหลัก ทั้งรองรับโอกาสจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ด้วยภูมิศาสตร์ของไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน ทำให้ไทยเป็นฐานกระจายสินค้าไปยังประเทศต่างๆ"
ธุรกิจอสังหาฯ ยังมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ 2.4 ล้านล้านบาท ทำให้บริษัทต้องเร่งขยายการลงทุนก่อนคู่แข่ง
"ซีพีแลนด์ เป็นบริษัทอสังหาฯ ใหญ่สุดในต่างจังหวัดก็ว่าได้ ซึ่งตลาดต่างจังหวัดยังมีดีมานด์อยู่มาก แต่ต้องรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร เราเลือกลงทุนจังหวัดที่คู่แข่งยังไม่ไปแต่มีความต้องการ ในเวลา 3 ปี ลงทุนไปแล้ว 30 จังหวัด มีคอนโดพัฒนาแล้วกว่า 5 ,000 ยูนิต”
รุกอสังหาฯครบวงจร5กลุ่มหลัก
สำหรับโครงการลงทุนใหม่ ประกอบด้วย 1.โครงการที่อยู่อาศัย มีทั้งคอนโด และแนวราบ โดยปี 2558 จะลงทุนเพิ่มอีก 10 จังหวัด จำนวน 3,000 ยูนิต 2.อาคารสำนักงานให้เช่า 8 โครงการ พื้นที่รวมกว่า 5.5 หมื่น ตร.ม. อาทิ ขอนแก่น 3 อาคาร นครศรีธรรมราช พิษณุโลก และสุราษฎร์ธานี ในจำนวนนี้สร้างเสร็จไปแล้ว 3 อาคาร ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างขอประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และใบอนุญาตก่อสร้าง นอกจาก 8 โครงการดังกล่าวแล้ว บริษัทยังได้ซื้อที่ดินเปล่าอีก 2 แปลง เพื่อพัฒนาอาคารสำนักงานในต่างจังหวัด รวมถึงอยู่ระหว่างออกแบบก่อสร้างอาคารสำนักงานบนเนื้อที่ 4 ไร่ ที่นอร์ธปาร์ค วิภาวดี เป็นอาคารสูง 18 ไร่ พื้นที่ 4.6 หมื่น ตร.ม. คาดว่าจะใช้เงินลงทุนเพิ่มกว่า 1,200 ล้านบาท ซึ่งที่ดินแปลงดังกล่าวบริษัทได้ซื้อมานานแล้ว ปัจจุบันมีศักยภาพมากขึ้น จากแผนการลงทุนรถไฟฟ้าสายสีแดง คาดใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 2 ปี
3.โรงแรม อยู่ระหว่างขยายแบรนด์โรงแรม5ดาว ภายใต้เชน "ฟอร์จูน" จากเดิมใช้เชนจากแอคคอร์ "แกรนด์ เมอร์เคียว" ซึ่งมีเพียง 1 แห่งในกรุงเทพฯ โดยได้ขยายธุรกิจโรงแรมเพิ่มอีก 4 แห่ง ได้แก่ เชียงราย นครพนม ขอนแก่น และสุราษฎร์ธานี ทำให้ยอดห้องพักเพิ่มจาก 1,000 ห้อง ลงทุนรวม 3,500 ล้านบาท ในปีหน้าคาดว่าจะขยายโรงแรมเพิ่มอีก 500-600 ห้อง ในหัวเมืองใหญ่ อาทิ นครศรีธรรมราช พิษณุโลก
4.นิคมอุตสาหกรรม ซีพี อินดัสเทรียล พาร์ค ระยอง บนเนื้อที่ 3,140 ไร่ เม็ดเงินลงทุน 7,750 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างยื่นขอใบอนุญาต โดยจะเป็นอุตสาหกรรมสะอาด ปัจจุบันมีนักลงทุนชาวญี่ปุ่น จีน เข้ามาติดต่อบ้างแล้ว คาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ในปี 2558
นอกจากนี้ มีแผนลงทุนโรงงานผลิตไฟฟ้า SPP ขนาด 130-140 เมกะวัตต์ มูลค่าการลงทุน 6,500 ล้านบาท เพื่อขายในแก่ลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งจะพัฒนาควบคู่กันไปกับนิคมอุตสาหกรรมคาดว่าจะแล้วเสร็จใกล้เคียงกัน โดยไฟฟ้าจะใช้ในนิคมบางส่วน และขายให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตบางส่วน
5.ศูนย์กระจายสินค้า ตั้งเป้าหมายลงทุน 5 แห่ง ขนาดพื้นที่แห่งละประมาณ 30 ไร่ ขนาดพื้นที่ 1 หมื่น ตร.ม.ต่อแห่ง มูลค่าลงทุนประมาณ 4,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีที่ดินแล้ว 4 แห่ง ได้แก่ ขอนแก่น พิษณุโลก เชียงราย และสุราษฎร์ธานี
รุกซื้อสำนักงาน-โรงแรมตปท.
นายสุนทร กล่าวอีกว่า บริษัทมีแผนขยายการลงทุนอสังหาฯ ในต่างประเทศด้วย เบื้องต้นสนใจเข้าไปลงทุนในพม่า เน้นอาคารสำนักงานและโรงแรม ซึ่งได้มีการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อลงทุน
นอกจากนี้ ยังมีการเจรจาซื้อโรงแรมและอาคารสำนักงาน ที่อังกฤษ และออสเตรเลีย แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป เนื่องจากราคายังสูงเกินไป ขณะเดียวกันได้จ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อลงทุนในพม่า เน้นอาคารสำนักงานและโรงแรม
สำหรับผลประกอบการในปีนี้ บริษัทคาดว่าจะมีรายได้ 2,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการให้เช่าและบริการ 75% และอีก 25% เป็นรายได้จากการขาย
โดยตั้งเป้าหมายรักษาสัดส่วนรายได้จากการขายและให้เช่าเป็น 50:50 ภายใน 3 ปีข้างหน้า ในปี 2558 ตั้งเป้าหมายรายได้ 3,000 ล้านบาท ปี 2559 เพิ่มเป็น 5,000 ล้านบาท และ 6,000 ล้านบาท ในปี 2560









