เดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต แต่ด้วยค่าการกลั่นที่ต่ำลง
ประเด็นการลงทุน
เราได้เข้าร่วมประชุมนักวิเคราะห์ของ TOP เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ผู้บริหารกล่าวว่าถึงการขยายการลงทุนการในประเทศพม่าและอินโดนีเซีย แต่เราคิดว่าทั้งสองโครงการยังคงอยู่ในช่วงวางแผน โดยข้อเสนอในการพัฒนาโรงกลั่นต่อรัฐบาลพม่าจะเป็นการประมูลแบบแข่งขันราคา ในขณะที่การขยายตลาดสู่ประเทศอินโดนีเซียยังคงดูห่างไกล ประเด็นเชิงบวกที่เราได้จากการประชุมคือการกลับมาเริ่มทำการผลิตที่เร็วกว่าคาดของโรงกลั่น อย่างไรก็ตามเป็นช่วงที่ค่าการกลั่นอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ แม้เรามองว่าผลประกอบการจะฟื้นตัวในไตรมาส 4/57 แต่เราคาดว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 3/57 จะเป็นไตรมาสที่ย่ำแย่ที่สุดของปี และการปรับลดประมาณการของตลาดจะส่งผลให้นักลงทุนลดความสนใจการลงทุนในหุ้นลง
โรงกลั่นกลับมาเริ่มทำการผลิตอีกครั้ง
โรงกลั่นได้กลับมาเริ่มทำการผลิตหลังหยุดทำการผลิตไปจากการปิดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ซึ่งเริ่มเมื่อกลางเดือนมิ.ย. TOP กล่าวว่าการซ่อมบำรุงดังกล่าวเสร็จเร็วกว่ากำหนดเป็นเวลา 9 วัน ส่งผลให้บริษัทปรับเพิ่มประมาณการอัตราการกลั่นสำหรับปี 2557 ขึ้นจาก 95% ก่อนหน้าเป็น 96% ซึ่งสอดคล้องกับการเสร็จสิ้นการก่อสร้างโครงการใหม่จำนวน 2 โครงการ ซึ่งได้แก่ โครงการ HVU และการพัฒนากระบวนการเพิ่มความรอนน้ำมันดิบของหน่วย CDU-3 โดย TOP มีมุมมองเชิงบวกว่าสองโครงการดังกล่าวว่าจะช่วยเพิ่มค่าการกลั่นรวมเฉลี่ยขึ้นราวๆ 0.3-0.5 เหรียญต่อบาร์เรล
ค่าการกลั่นอ่อนตัวต่อเนื่อง; อาจฟื้นตัวในไตรมาส 4/57
การเริ่มดำเนินการผลิตของโรงกลั่นใหม่และปัจจัยช่วงฤดูกาลส่งผลให้ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ลดลงต่ำสุดในรอบปีเป็น 3.6 เหรียญต่อบาร์เรล ด้วยอัตรากำไรนับตั้งแต่ต้นไตรมาสจนถึงปัจจุบันที่ 4.6 เหรียญต่อบาร์เรล เทียบกับ 5.8 เหรียญต่อบาร์เรลในไตรมาส 2/57 การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปจากประเทศจีนก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันค่าการลั่น TOP เชื่อว่าค่าการกลั่นจะกลับมาฟื้นตัวในไตรมาส 4/57 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่น (สอดคล้องกับการปิดซ่อมบำรุงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมากที่สุดในเดือนต.ค.) และการที่ค่าการกลั่นอยู่ในระดับต่ำได้บีบให้ผู้ผลิตต้นทุนสูงต้องทำการลดการผลิตหริอปิดโรงงาน โดย TOP เห็นว่าโรงกลั่นในประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ได้ทำการปรับลดอัตราการกลั่นลงแล้ว
ราคาหน้าโรงกลั่นไม่ใช่ปัจจัยน่ากังวล
ผู้บริหารกล่าวว่าประเด็นเกี่ยวกับการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นลงนั้นไม่ใช่ปัจจัยที่ต้องกังวล เนื่องจากตลาดน้ำมันสำเร็จรูปเป็นตลาดเสรี ซึ่งเป็นตลาดที่ผู้ซื้อและผู้ขายเป็นผู้ทำการตกลงราคา โดยราคาดังกล่าวปกติแล้ว จะต่ำกว่าราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งการชี้แนะของผู้บริหารในครั้งนี้ยืนยันมุมมองของเราว่ากลไกราคาที่เปลี่ยนแปลงไปจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อกำไรสุทธิของบริษัท โดยเราคาดว่ากำไรต่อปีจะลดลงเพียง 5%
โอกาสในการลงทุนต่างประเทศ แต่ใช้ระยะเวลาอีกนาน
TOP กำลังมองหาโอกาสที่จะขยายตลาดเข้าสู่ประเทศพม่าและอินโดนีเซีย โดยบริษัทจะทำการยื่นประมูลต่อรัฐบาลพม่าเพื่อพัฒนาโรงกลั่นที่มีอยู่ซึ่งมีกำลังการผลิตที่ 20,000 บาร์เรลต่อวัน และเพื่อสร้างโรงกลั่นใหม่ซึ่งจะมีกำลังการผลิต 50,000 บาร์เรลต่อวัน โดยจะทำการประกาศผู้ชนะการประมูลภายในสิ้นปี ด้านโครงการในประเทศอินโดนีเซีย TOP คาดจะลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับบริษัทน้ำมันรัฐวิสาหกิจ Pertamina ของอินโดนีเซียและพันธมิตรรายอื่นๆที่สำคัญภายในสิ้นปี เพื่อทำการศึกษาเกี่ยวกับการอัพเกรดโรงกลั่นที่มีขนาดกำลังการผลิตทั้งหมด 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้ ผู้บริการชี้ว่ายังไม่มีรายละเอียดชัดเจน แต่ทาง Pertamina ชี้ว่าโครงการนี้จะให้อัตราผลตอบแทนประมาณ 15%









