ราคาหุ้นซื้อขาย PE แพงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต
กำไรสุทธิ 2Q57 ดีกว่าคาด
ผลประกอบการ 2Q57 ของ HANA มีกำไรสุทธิ 686 ล้านบาท ลดลง 32% YoY และ 57% QoQ หากไม่รวมผลของอัตราแลกเปลี่ยนและรายรับเงินประกันความเสียหายน้ำท่วมใน 2Q56 และ 1Q57 ผลการดำเนินงานจากธุรกิจปกติของ HANA มีกำไร 629 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55% YoY และ 70% QoQ ดีกว่าคาด เนื่องจาก 1) ยอดขายสกุลดอลลาร์ดีกว่าคาดราว 7% หรือมียอดขาย 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 19% YoY และ QoQ คิดเป็นยอดขายราว 5,523 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% YoY และ 18% QoQ เป็น และ 2) ผลบวกจาก Economy of scales จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นและสินค้ากลุ่ม IC มีสัดส่วนยอดขายเพิ่มเป็น 33% หนุน Gross margin ดีขึ้นเป็น 14.5% นอกจากนี้ HANA ได้ประโยชน์จากค่าใช้จ่าย SG&A ทรงตัว ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อยอดขายมีสัดส่วนลดลงเหลือ 4.2% ส่งผลให้มีอัตรากำไรจากการดำเนินงานและอัตรากำไรจาก EBITDA ดีขึ้นเป็น 12.4% และ 16.5% ตามลำดับ
รอทบทวนประมาณการ
ครึ่งปีแรกผลการดำเนินงานจากธุรกิจปกติ HANA มีกำไรคิดเป็น 58% ของทั้งปี อย่างไรก็ดีแนวโน้มครึ่งปีหลัง 57 HANA จะเริ่มการผลิตที่โรงงานลำพูน 2 ทำให้มีผลกระทบค่าเสื่อมราคาเพิ่มราว 30 ล้านบาทต่อไตรมาส (รวมในประมาณการแล้ว) ทั้งนี้เราเตรียมทบทวนประมาณการปี 57-58 หลังร่วมประชุมกับผู้บริหารฯ ช่วงปลายเดือนนี้ เพื่อยืนยันมุมมองของเราต่อการปรับเพิ่มสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นจากอัตราการผลิตที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดผลกระทบค่าเสื่อมราคาลงจากที่ประมาณการไว้
มีตัวเลือกลงทุนที่ถูกกว่า
เรามองว่าราคาหุ้น HANA ปรับตัวดีกว่ากลุ่มฯ (Outperform) สะท้อนการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในครึ่งปีแรกแต่ยังไม่สะท้อนแนวโน้มครึ่งปีหลังที่คาดว่าจะชะลอตัวลงจากการขยายโรงงานใหม่ทำให้ต้นทุนสูงกว่าครึ่งปีแรก นอกจากนี้ราคาหุ้น HANA ปัจจุบันซื้อขาย PE ปี 57 (กำไรต่อหุ้นจากธุรกิจปกติ) ที่ 16.5 เท่า แพงกว่าค่าเฉลี่ย PE ในอดีตราว 12 เท่า ขณะที่โครงสร้างธุรกิจและรายได้ไม่ต่างจากเดิม อีกทั้งยังสูงกว่า PE เฉลี่ย 13.8 เท่าของ 4 บริษัทชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ศึกษา (DELTA, HANA, KCE, SVI) เราแนะนำเปลี่ยนไปลงทุน SVI แทน เนื่องจากราคาหุ้น SVI ที่ซื้อขาย PE ราว 11.2 เท่า และราคาหุ้นปรับขึ้นน้อยสุดเมื่อเทียบทั้ง 4 บริษัทที่ศึกษา









