กำไรไตรมาส 2/57 คาดออกมาดี และจะดีขึ้นอีกในไตรมาส 3/57
ประเด็นการลงทุน
CK ดูดียิ่งกว่าที่ผ่านมา โดยนอกจากรายได้งานรับเหมาก่อสร้างมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จากโอกาสรับงานตามแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศมูลค่า 2.4 ล้านล้านบาท เรายังคาดว่ารายได้จากการลงทุน (ปันผลรับและส่วนแบ่งกำไร) ก็จะเติบโตได้ดีเช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อสะท้อนมูลค่าการลงทุนของบริษัท เราได้ปรับวิธีการคำนวนมูลค่าจาก PBV multiple เป็นวิธี sum-of-the-parts ซึ่งส่งผลให้ราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2557 ของเราปรับเพิ่มขึ้นจาก 25.25 บาทเป็น 31.25 บาท เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ
แนวโน้มผลกระกอบการไตรมาส 2/57
เราคาดว่า CK จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/57 ที่ 354 ล้านบาท ลดลง 72% YoY และ 3% QoQ หากไม่รวมรายได้จากการขายหุ้น BMCL ในสัดส่วน 7.97% จำนวน 1 พันล้านบาทในไตรมาส 2/56 กำไรหลักจะเพิ่มขึ้นก้าวกระโดด 124% YoY หนุนโดยส่วนแบ่งกำไรจากผลการดำเนินงานของ CKP ที่แข็งแกร่งขึ้น รวมถึงขาดทุนที่ลดลงของ BMCL และโครงการเขื่อนทดน้ำไซยะบุรี เราคาดว่ารายได้จะอยู่ที่ 8.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% YoY แต่ทรงตัว QoQ ทั้งนี้ ผู้บริการคาดอัตรากำไรขั้นต้นทรงตัว QoQ ที่ 11% แต่เรามองว่าจะมีอัพไซด์จากการปรับต้นทุนสำหรับโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีม่วงหลังก่อสร้างเสร็จสิ้นในไตรมาส 2/57
กำไรจากการขายหุ้น BMCL หนุนกำไรสุทธิในไตรมาส 3/57
ไตรมาส 3/57 น่าจะเป็นช่วงที่มีกำไรได้สูงที่สุดในปีนี้ โดยนอกจากบริษัทจะมีรายได้จากเงินปันผลจาก BECL และ TTW แล้ว (ซึ่งปกติจ่ายในไตรมาสที่สาม) CK จะยังบันทึกรายได้ก่อนหักภาษีที่ 1 พันล้านบาทจากการขายหุ้น BMCL จำนวน 1,025 หุ้นที่ราคา 1.65 บาทต่อหุ้นอีกด้วย เรามองว่าการขายหุ้นดังกล่าวจะช่วยลดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนจากระดับ 2.1 เท่า ณ สิ้นเดือนมี.ค.เป็น 1.5 เท่า ทั้งนี้ ผู้บริหารกล่าวว่าบริษัทจะยังคงถือหุ้น BMCL ที่สัดส่วน 25% และยังไม่มีแผนการใดๆที่จะขายออกในระยะเวลาอันใกล้
บันทึกยอดสินค้าคาดเพิ่มสูงขี้นในช่วงท้ายปี
เราคาดการณ์ว่า CK จะลงนามสัญญาในโครงการโรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น เฟส 2 (มูลค่า 4.75 พันล้านบาท) ในไตรมาส 4/57 และโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำบาก ในสปป.ลาว (มูลค่า 17 พันล้านบาท) ในปี 2558 ด้านแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โครงการรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีเขียวเข้ม (มูลค่า 26.5 ล้านบาท) น่าจะเป็นโครงการขนาดใหญ่โครงการแรกที่จะมีการเปิดประมูล โดยบอร์ดรฟมจะอนุมัติ TOR อีกครั้งในวันที่ 19 ส.ค.นี้ และผู้รับเหมาจะต้องทำการยื่นซองประมูลภายใน 28 วันหลังการอนุมัติ
ด้านโครงการรถไฟรางคู่ ซึ่งแม้จะมีการล่าช้าออกไปอย่างไม่มีกำหนดเนื่องจากคสช.ต้องการทำการตรวจสอบก่อน แต่เราเชื่อว่าการประมูลโครงการดังกล่าวจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ เนื่องจากโครงการรถไฟรางคู่ถูกจัดอยู่ในโครงการที่มีความสำคัญในลำดับต้นๆที่คสช.ต้องการผลักดัน
อีกโครงการหนึ่งที่เราคาดว่า CK มีโอกาสได้สูงคืองานระบบรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 2 หมื่นล้านบาท โดย BMCL มีแนวโน้มที่จะลงนามสัญญาบริหารการเดินรถของสายดังกล่าว และคาดจะมอบงานระบบรถไฟฟ้าให้แก่ CK เป็นคนก่อสร้างและติดตั้งในปีหน้า









