วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

พีแอนด์จีขายทิ้งแบรนด์กว่าครึ่ง

"พีแอนด์จี"เตรียมเลิกผลิตแบรนด์สินค้าในเครือจำนวนกว่าครึ่ง หลังพบแบรนด์ อาจฉุดการเติบโต

พร็อคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (พีแอนด์จี) เตรียมหยุดทำการตลาดและจำหน่ายสินค้ากว่า 100 แบรนด์ ที่มียอดขายน้อยกว่า 100 ล้านดอลลาร์ หรือราว 3,200 ล้านบาท โดยจะให้ความสำคัญประมาณ 70-80 แบรนด์ ที่มีผลประกอบการดี อาทิ ผลิตภัณฑ์ซักล้างไทด์ และผ้าอ้อมแพมเพิร์ส ซึ่งสองแบรนด์นี้ มียอดขายถึง 90% จากยอดขายโดยรวมมูลค่า 83,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2,660,000 ล้านบาท และทำกำไรคิดเป็นสัดส่วน 95% จากผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่มีอยู่

กรรมการผู้จัดการบริษัทพีแอนด์จี นายเอ. จี. แลฟลีย์ กล่าวว่า บริษัทไม่ได้ต้องการจะยุติการผลิตแบรนด์ขนาดเล็ก แต่แบรนด์ใด ที่ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ บริษัทก็จำเป็นต้องทบทวนด้วยเช่นกัน ส่วนแบรนด์ใหญ่ ที่มีผลประกอบการไม่น่าพอใจ ก็อาจต้องดำเนินการในลักษณะเดียวกัน

ขณะเดียวกัน กลยุทธ์ดังกล่าว อาจสะท้อนถึงความกังวลของบรรดานักลงทุนที่มองว่า ขนาดที่ใหญ่เกินไปของพีแอนด์จี อาจเป็นผลร้ายต่อความสามารถด้านการแข่งขันในตลาด เช่นเดียวกับ คราฟต์ ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่อีกราย ที่ปรับลดขนาดบริษัทลงครึ่งหนึ่งก่อนหน้านี้ ส่วนบริษัทเวชภัณฑ์ อย่าง โนวาร์ทิส แกล็กโซสมิธไคลน์ และ อีไลลิลลี่ แอนด์ คัมพานี ตัดสินใจเลิกธุรกิจในเครือบางประเภท เพื่อรักษาธุรกิจหลักของบริษัทเอาไว้

การประกาศแผนลดขนาดธุรกิจครั้งนี้ ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทขยับขึ้นมา 3% เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนถึงการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน แต่ราคาหุ้นของพีแอนด์จี ปรับลดลงมาจากปีที่แล้ว 1% เนื่องจากการเติบโตของธุรกิจอยู่ในอัตราค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับในอดีตที่ผ่านมา

ในช่วงที่ นายแลฟลีย์ ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัทเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2543-2552 พีแอนด์จี มีตัวเลขการเติบโตในระดับสูง โดยในปี 2548 บริษัทได้เข้าซื้อกิจการผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชาย อย่าง มีดโกนหนวดยิลเลตต์ แปรงสีฟันออรัลบี และแบตเตอรีดูราเซลล์

ทว่าในปี 2553 เป็นต้นมา ตัวเลขผลประกอบการของบริษัทกลับเติบโตไม่เกิน 10% เนื่องจากเน้นทำการตลาดระดับพรีเมียม ขณะที่ ผู้บริโภคพยายามรัดเข็มขัดมากขึ้น เพราะปัญหาเศรษฐกิจ จนกระทั่งนายแลฟลีย์ กลับเข้ามารับตำแหน่งอีกครั้งในปีที่ผ่านมา รายได้ของบริษัทก็ยังไม่กระเตื้่องขึ้น โดยยอดขายขยายตัวเพียง 1% มาอยู่ที่ 11,600 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 373,000 ล้านบาท และกำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นเพียง 3% เท่านั้น

พีแอนด์จี จึงเตรียมใช้กลยุทธ์ ลดขนาดธุรกิจ เพื่อกระตุ้นการเติบโต แต่ตอนนี้ ยังไม่เปิดเผยรายชื่อแบรนด์ที่จะขายทิ้ง ระบุเพียงว่า อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและเจรจาเพื่อขายกิจการให้กับกับผู้ผลิตรายอื่น