วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธ.ก.ส.ดันจีดีพีภาคเกษตร

ธ.ก.ส.ดันจีดีพีภาคเกษตร สร้างมูลค่าเพิ่ม-ลดต้นทุน ขยายตัวแตะ2.17แสนล้านบาท

"ธ.ก.ส."ประเมินมูลค่าสินค้าเกษตรครึ่งปีหลัง ขยายตัวแตะ 2.17 แสนล้านบาท ขยายตัว 2.6-3.2% จากครึ่งปีแรกขยายตัว 0.7% เตรียมหารือ 3 หน่วยงาน ดันจีพีเกษตรสัดส่วน 10 %ของจีดีพี ชี้เกษตรกรมีความสุขมากขึ้น หลังรับเงินจากโครงการรับจำนำข้าว

  1. ศูนย์วิจัยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ประเมินช่วงครึ่งหลังของปีนี้ว่า เศรษฐกิจการเกษตรของไทย หรือจีดีพีภาคเกษตร จะมีอัตราการขยายตัวจาก 0.7% ในครึ่งปีแรก เป็น 2.6-3.2% ในครึ่งปีหลัง หรือคิดเป็นมูลค่า 2.17 แสนล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 8.3% ของจีดีพีรวมของประเทศที่มีอยู่ 2.6 ล้านล้านบาท ขณะที่ 6 เดือนหลังของปี 2556 มูลค่าสินค้าเกษตรอยู่ที่ 2.16 แสนล้านบาท

น.ส.กัญจน์นิกข์ กำเนิดเพ็ชร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยธ.ก.ส. กล่าวว่า สาเหตุที่ช่วงครึ่งปีหลังจะขยายตัวดี เนื่องจากผลผลิตในกลุ่มข้าวนาปี อ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้มีปริมาณเพิ่ม แต่ข้าวเปลือกที่มีความชื้น 15% มีระดับราคาปรับตัวลงเฉลี่ยอยู่ที่ 7,500-9,000 บาทต่อตัน หากความชื้นอยู่ที่ 20% ก็จะได้ราคา 6,000 บาทเท่านั้น

ส่วนยางพารา คาดว่าราคาจะลดลงมาเหลือ 60-61 บาท ต่อกิโลกรัม เพราะมีพื้นที่เปิดกรีดเพิ่ม ต้นทุนการผลิตสูง ราคาข้าวโพดเฉลี่ยอยู่ที่ 6.30-7.80 บาท ต่อกิโลกรัม เพราะผลผลิตออกมามากและมีการนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่ราคากุ้งก็ออกสู่ตลาดจำนวนมากทำให้ราคาปรับลงมาเหลือ 210-220 บาทต่อกิโลกรัม เช่นเดียวกับราคาปาล์ม ที่ราคาลดลงมาเหลือ 3.20 -4.35 บาทต่อกิโลกรัม

ส่วนราคาสินค้าเกษตรที่คาดว่าจะมีราคาที่เพิ่ม คือ มันสำปะหลัง คาดว่าจะเพิ่มเป็น 2.15-2.20 บาทต่อกิโลกรัม จาก 1.80 บาท เพราะจีนต้องการนำไปผลิตเอทานอล ขณะที่อ้อยคาดว่าจะเพิ่มเป็น 12.20-13.00 บาท จาก 10.40 บาทต่อกิโลกรัม ราคาไก่เนื้อก็จะเพิ่มเป็น 42.880-44 บาทต่อกิโลกรัม เพราะกลุ่มประเทศยุโรปมีความต้องการเพิ่ม ขณะที่หมูหน้าฟาร์มคาดว่าราคาจะอยู่ที่ 69-72 บาทต่อกิโลกรัม เพราะกัมพูชาประสบปัญหาเรื่องโรคระบาด จึงต้องนำเข้าหมูจากไทย

นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวเสริมว่า สำหรับแผนระยะยาวได้เตรียมหารือร่วมกับกระทรวงเกษตรฯกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันจีดีพีของเกษตรให้อยู่ในระดับ 10% ของจีดีพีของประเทศ และเป็นการรองรับกับการเปิดเออีซีด้วย

"ต้องหันมาเน้นการเพิ่มผลผลิต การลดต้นทุน การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าภาคการเกษตร ส่วนของธ.ก.ส.ในฐานะธนาคารก็ต้องให้สินค้าภาคเกษตรลักษณะห่วงโซ่ เพื่อผลักดันผลผลิตให้เพิ่ม ที่ผ่านมาได้เสนอคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่องเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจไป 27,000 ล้านบาท ผ่านโครงการสินเชื่อห่วงโซ่แล้ว"

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ศูนย์วิจัยธ.ก.ส. สำรวจความคิดเห็นของกลุ่มเกษตรกรไทย ตั้งแต่วันที่ 18-30 มิ.ย.ที่ผ่านมา จากกลุ่มตัวอย่างเกษตรกรในทุกจังหวัดทั่วประเทศ 2,346 ราย ในหัวข้อ "ระดับความสุขของเกษตรกรไทย" พบว่า เกษตรกรไทยมีความสุขในระดับมากด้วยคะแนนเฉลี่ย 3.10 จากคะแนนเต็ม 4 คะแนน โดยเกษตรกรมีความสุขระดับมากขึ้นไปคิดเป็น 78.51%

ความสุขของเกษตรกรไทย วัดจากตัวชี้วัดความสุขใน 6 มิติ ได้แก่ ครอบครัว สุขภาพดี สังคมดี การงานดี สุขภาพเงินดี และใฝ่รู้ดี และเมื่อจำแนกความสุขตามอาชีพการเกษตรหลัก

สำหรับระดับความสุขของเกษตรกร หลังได้รับเงินโครงการรับจำนำข้าว พบว่า เกษตรกรผู้ปลูกข้าวมีความสุขมวลรวมเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับมากที่สุด ด้วยคะแนนเฉลี่ย 3.35 จากคะแนนเต็ม 4 คะแนน หลังจากได้รับเงินจากโครงการรับจำนำข้าว โดยเกษตรกรผู้ปลูกข้าวส่วนใหญ่ มีความสุขในระดับมากขึ้นคิดเป็น 88.6% สะท้อนให้เห็นว่า หลังเกษตรกรได้รับเงินแล้ว มีสภาพคล่องในการใช้จ่ายเพิ่ม และมีความหวังในอาชีพทำนามากขึ้นหลังจากรอคอยเงินในโครงการมาไม่ต่ำกว่า 6-8 เดือน