วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

KCE : แนวโน้มสดใสยิ่งขึ้น

ประเด็นการลงทุน : จากการประชุมกับผู้บริหารเมื่อไม่นานนี้ เรามีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อแนวโน้มของเคซีอี

อีเลคโทรนิคส์ โดยอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 2/57 มีแนวโน้มที่จะสูงกว่าที่เราคาดการณ์ และค่าเสื่อมราคาของโรงงานใหม่ มีแนวโน้มว่าจะต่ำกว่าที่เราประเมินไว้ก่อนหน้านี้ เราปรับประมาณการกำไรในปี 2557 และ 2558 ขึ้นเป็น 7% และ 10% ตามลำดับ

ฐานะทางการเงินของ KCE คาดยังคงแข็งแกร่ง แม้จะมีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในเดือนส.ค.และมีการเบิกเงินกู้ก้อนใหญ่ ในช่วงท้ายไตรมาส 3/57 ด้วยเหตุผลดังกล่าว เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ โดย KCE เป็นหุ้นที่เราชอบมากที่สุดในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

นอกจากนี้ เรายังได้ปรับราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2557 จาก 38 บาท ขึ้นเป็น 45.5 บาท โดยอ้างอิงจาก PER ปี 2558 ที่ 13 เท่า และคิดลดไปยังมูลค่าสิ้นปี 2557 ด้วยอัตราต้นทุนของเงินทุนที่ 12.8%

พิจารณาไตรมาส 2/57 อีกครั้ง-ปรับเพิ่มกำไรจากอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงกว่าคาด : อุปสงค์ของ PCB ยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งโดยหลักมาจากลูกค้ากลุ่มรถยนต์ อย่างไรก็ตาม รายได้ของ KCE ปรับขึ้นแค่เพียงเล็กน้อย เนื่องมาจากข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต (อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 97-98%) เราประเมินว่ารายได้จะอยู่ที่ 2.8 พันล้านบาท เพิ่ม 2% QoQ และ 25% YoY อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง เนื่องจากประสิทธิภาพการดำเนินการผลิตของ KCET ที่ปรับตัวดีขึ้น

เราคาดการณ์อัตรากำไรขั้นต้นจะทำสถิติสูงสุดที่ 31.6% เทียบกับ 24.9% ในไตรมาส 2/56 และ 31.5% ในไตรมาส 1/2557 ด้านสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายคาดยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 15.1% เนื่องจากมีตัดจำหน่ายสินทรัพย์ (ราว 20 ล้านบาท) ลงในค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร และคาดมีการรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนในไตรมาสนี้ราว 30 ล้านบาท

ดังนั้น เราปรับเพิ่มกำไรหลักในไตรมาส 2/2557 ขึ้น 4% เป็น 450 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% QoQ และ 90% YoY และปรับเพิ่มกำไรสุทธิขึ้น 9% เป็น 480 ล้านบาท

ค่าเสื่อมราคาของโรงงานใหม่น้อยกว่าคาด

เฟสแรกของโรงงานแห่งใหม่ที่ลาดกระบัง (ซึ่งมีกำลังการผลิต 700,000 ตารางฟุตต่อเดือน คิดเป็น 34% ของกำลังการผลิตกลุ่ม) จะเริ่มดำเนินการผลิตในวันที่ 9 ต.ค. แม้อัตราการใช้กำลังการผลิตจะอยู่เพียง 26% ในตอนเริ่มต้น (ถึงจุดคุ้มทุนที่ราว 60%) แต่ผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมจะเท่ากับ 1% เท่านั้น

KCE ยังแนะว่าทางบริษัทจะแบ่งการติดตั้งเครื่องจักรออกเป็น 3 ช่วงเพื่อหลีกเลี่ยงความไม่สอดคล้องกัน ระหว่างการบันทึกรายได้และค่าเสื่อมราคา (ค่าเสื่อมราคาจะยังไม่ถูกบันทึกจนกว่าเครื่องจักรจะถูกติดตั้ง) ดังนั้น ค่าเสื่อมราคาจากโรงงานใหม่จะเท่ากับ 30 ล้านบาทเท่านั้น (เพียงครึ่งเดียวจากที่เราคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า)

เราปรับประมาณการกำไรหลักของปี 2557 และ 2558 ขึ้น 7% และ 10% ตามลำดับ เนื่องจากเราคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นตั้งแต่ไตรมาส 2-4/2557 จะปรับตัวสูงขึ้น (เพิ่มขึ้น 0.9% สำหรับปี 2557 ไปที่ 31.3% และ 1.5% สำหรับปี 2558 ไปที่ 30.9%)

ฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง แม้มีการเบิกเงินกู้จำนวนมาก : ถึงแม้ว่าเราคาดอัตราการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในเดือนส.ค. จะอยู่ที่ 0.6 บาทต่อหุ้น และจะมีการเบิกเงินกู้จำนวนมากที่ 1.5 พันล้านบาท (ภายใต้สมมติฐานของเรา) สำหรับเฟสแรกของโรงงานใหม่

แต่ฐานะทางการเงินของ KCE จะยังคงแข็งแกร่ง อัตราส่วนหนี้สินที่มีดอกเบี้ยต่อทุนจะอยู่ที่ 0.8 เท่า ณ สิ้นเดือนมี.ค. 2557 และคาดเพิ่มขึ้นเป็น 1 เท่า ณ สิ้นเดือนกันยายน 2557 หากมีการแปลง KCE-W2 และ ESOP-W4 โดยบริษัทจะมีเงินทุนเพิ่มเติมจากการแปลงวอร์แรนท์ราว 380 ล้านบาท นอกจากนี้ ผู้บริหารยังคาดการณ์ว่าจะได้รับเงินชดเชยประกันจำนวนมากในไตรมาส 3/2557