วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สปสช.รับมีข้อเสนอร่วมจ่าย

(รายงาน)สปสช.รับมีข้อเสนอร่วมจ่าย เอ็นจีโอเชื่อคสช.ไม่ทำร้ายชาวบ้าน

(ความชัดเจนของการร่วมจ่ายของประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพจะมีทางออกหรือไม่ นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะมาให้รายละเอียดร่วมกับ นางสาวบุญยืน ศิริธรรม อดีตสว.สมุทรสงครามและกลุ่มรักหลักประกันสุขภาพ หัวข้อ "ประชาชนต้องร่วมจ่ายบัตรจริงหรือ?" ในรายการ Business talk ออกอากาศทางช่อง NOW26 )

นพ.วินัย ยอมรับว่า แนวคิดในการร่วมจ่ายของระบบหลักประกันสุขภาพมีมาหลายครั้งจริง แต่ต้องกลับไปพิจารณาว่าระบบหลักประกันนั้นจัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาด้านการดูแลสุขภาพของประชาชน เนื่องจากประชาชนมีข้อจำกัดด้านการเงิน ดังนั้นระบบหลักประกันจึงเป็นแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าว เพื่อทำให้ประชาชนเข้าถึงระบบการรักษาโดยไม่มีปัญหาด้านการเงิน และสร้างหลักประกันสุขภาพที่ไม่ทำให้คนไทยต้องล้มละลายหรือยากจน เพราะต้องใช้เงินรักษาสุขภาพหรือป่วยไข้เพราะกลไกที่สร้างมากว่า 10 ปีถูกออกแบบไม่ให้เป็นภาระของประชาชนและเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการ ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ของหลักประกันสุขภาพ

"กติกาในระบบปกติ การร่วมจ่ายต้องเป็นมติของคณะกรรมการ สปสช. แต่ถ้าเป็นกฎหมายพิเศษขณะนี้เชื่อว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือคสช.ก็ไม่ประกาศออกมา"

นพ.วินัย อธิบายว่า ที่ผ่านมาการร่วมจ่ายเคยมีการเสนอต่อคณะกรรมการ สปสช.มาบ้าง เพราะต้องการให้มีเงินค่าใช้จ่ายเพียงพอ แต่รัฐบาลในช่วงนั้นไม่เห็นด้วย ซึ่งในระบบหลักประกันก็มีทางเลือก 2 อย่างคือ รัฐบาลจ่าย หรือประชาชนจ่าย แต่ตามหลักการของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ มาตรา 40 กำหนดว่า คนไทยทุกคนมีสิทธิ์ขั้นพื้นฐานที่จะได้รับการดูแลด้านสาธารณสุขให้ทั่วถึง โดยไม่ให้การเงินมาเป็นอุปสรรค แต่ถ้าเงินไม่พอก็ใช้เงินภาษีที่เป็นของประชาชน และการร่วมจ่ายก่อนเจ็บป่วยก็มีระบบประกันสังคมทำอยู่แล้ว

ทั้งนี้เมื่อมีการปฏิรูปและตั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพขึ้นมาจัดระบบการเงินและเป็นตัวแทนผู้ใช้บริการทำหน้าที่เจรจาต่อรองกับรัฐบาลในเรื่องงบประมาณ และเจรจากับผู้ให้บริการ หรือกระทรวงสาธารณสุข หากภาครัฐมีบุคลากรไม่เพียงพอก็ไปเจรจากับภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมด้วย ถือเป็นระบบที่ออกแบบมาดี

"ระบบหลักประกันเป็นระบบที่ออกแบบมาดีและได้รับการยกย่องจากธนาคารโลก องค์การสหประชาชาติ องค์การอนามัยโลก ว่าเป็นประเทศต้นแบบประเทศที่ไม่ร่ำรวยแต่สามารถจัดระบบหลักประกันสุขภาพให้ประชาชนเข้าถึงบริการ ถึงกับมีต่างประเทศมาขอดูงาน จนสปสช.ต้องจัดทำหลักสูตรการบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพของเราให้เข้ามาอบรมด้วยซ้ำ"

นพ.วินัย บอกอีกว่า 12 ปีที่ผ่านมาของระบบหลักประกันสุขภาพทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการมากขึ้น จากเดิม 110 ล้านครั้งเพิ่มเป็น 150 ล้านครั้ง มีคนใช้บริการเพิ่มเป็น 5.9 ล้านคนจากเดิม 3 ล้านคน ซึ่งการที่ประชาชนเข้าถึงบริการมากขึ้น แต่บุคลากรทางการแพทย์ไม่ได้เพิ่ม ทำให้บุคลากรย้ายไปทำงานในภาคเอกชน หรือนิยมกระจายอยู่ในโรงพยาบาลเขตเมืองมากกว่าชนบท เพราะภาระงานที่เยอะและความคาดหวังจากประชาชนมีสูง

"อยากเรียกร้องรัฐบาลว่า เรื่องสุขภาพประชาชนถือเป็นการลงทุนไม่ใช่ภาระ เพราะถ้าประชาชนแข็งแรงจะสร้างการผลิตแก่ประเทศ อยากให้รัฐบาลลงทุนด้านนี้ให้มากจะเป็นพื้นฐานสำคัญ รวมถึงลงทุนด้านบุคลากร และอาคารสถานที่ "

ขณะที่ น.ส.บุญยืน ชี้ว่า มาตรา 40 ของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ เป็นกฎหมายที่ทันสมัยแค่คนตามไม่ทัน เพราะคิดว่าจะต้องยกเลิกอะไรที่เป็นประชานิยม จึงต้องย้อนกลับไปว่าพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพคือกฎหมายที่ประชาชนมีส่วนร่วมเขียนกฎหมายฉบับนี้มาและเป็นกฎหมายฉบับแรกของรัฐธรรมนูญปี 2540โดยออกมาเป็นนโยบายร่วมจ่าย 30 บาท แต่ก็ยังมีคนหัวโบราณต้องการยึดอำนาจดิ่งเรื่องสุขภาพต้องเป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น ทั้งที่ประชาชนทุกคนที่เสียภาษีต้องมีสิทธิ์ ในโครงการหลักประกันสุขภาพเป็นโครงการที่เฉลี่ยทุกเฉลี่ยสุข ทุกคนที่ไม่เป็นโรคก็นำเงินค่าหัวไปเฉลี่ยให้คนเป็นโรคมากขึ้น เท่ากับเฉลี่ยทุกเฉลี่ยสุข ดังนั้น สปสช.และกระทรวงสาธารณสุขต้องประสานกันให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนมากที่สุด

น.ส.บุญยืน ยังเห็นด้วยว่าควรมีการปฏิรูประบบสาธารณสุข เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมและทำให้ระบบสุขภาพเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพราะปัจจุบันการดูแลยังเป็นไปตามฐานะทางสังคมไม่ใช่ดูแลตามอาการ ประชาชนทุกคนควรได้รับการดูแลไม่แตกต่างกัน ไม่นับสิทธิในระบบราชการ อย่าอ้างเรื่องภาระประชาชน ต้องถือว่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%เป็นงบลงทุนสำหรับการดูแลสุขภาพประชาชน เพราะถ้าประชาชนสุขภาพดีก็จะหาเงินมาจ่ายภาษีได้มาก ดังนั้นต้องทำให้กระทรวงสาธารณสุขเข้าใจให้ได้ ว่าเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องของประชาชนไม่ใช่กระทรวงสาธารณสุข เพราะคนที่ดูแลสุขภาพดีที่สุดคือประชาชนเอง

"ประชาชนเป็นเจ้าของระบบหลักประกันสุขภาพ เพราะเป็นเงินภาษีแพทย์ทำให้คนไม่เป็นโรคไม่ได้ แต่รักษาตามอาการไม่ให้เป็นโรค เชื่อว่าคสช.จะไม่ทำร้ายประชาชน หากทำสิ่งไม่ดีกับประชาชนจะอยู่ไม่ได้ "