วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สรุปภาวะตลาดเงินตลาดทุนรายสัปดาห์ วันที่ 7-10 กรกฎาคม 2557

เงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 3 เดือน ขณะที่หุ้นไทยปิดที่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี

หลังเฟดส่งสัญญาณถึงการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายนานขึ้นกว่าที่คาดไว้เดิม”

ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้

อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น

อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวต่อเนื่อง ธนาคารพาณิชย์มีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ อีกทั้งมีการตัดภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบธนาคารด้วย ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) อยู่ที่ 1.90% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน อยู่ที่ 2.00% เท่ากับสัปดาห์ก่อนเช่นกัน

ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 14-18 ก.ค.2557 สภาพคล่องคงทยอยไหลกลับเข้าสู่ระบบธนาคารหลังวันหยุดยาว โดยจะมีการตัดจ่ายเงินภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือนผ่านระบบธนาคาร ทั้งนี้ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะทรงตัวอย่างต่อเนื่องใกล้ระดับ 2.00%

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.19% ในวันพฤหัสบดี ลดลงเมื่อเทียบกับระดับ 3.22% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับลดลงในวันจันทร์ ก่อนที่ทรงตัวในช่วงกลาง-ปลายสัปดาห์ โดยมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่อัตราผลตอบแทนปรับลดลงอีกครั้งในทิศทางเดียวกันกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดี

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.55% ในวันพุธ ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับระดับ 2.64% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับลดลงในช่วงต้นสัปดาห์ หลังนักลงทุนเริ่มปรับประมาณการณ์ว่าข้อมูลการจ้างงานที่ปรับดีขึ้น ไม่น่าจะส่งผลให้เฟดมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในจังหวะที่เร่งขึ้น รวมทั้ง การปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังเป็นปัจจัยกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯขยับลงเช่นกัน นอกจากนี้ บันทึกการประชุมของเฟดยังบ่งชี้ว่าเฟดจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนครึ่งหลังของปี 2558

ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน

ค่าเงินบาท (Onshore)

เงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 3 เดือนใกล้ระดับ 32.10 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยเงินบาทได้รับแรงหนุนจากปัจจัยทางเทคนิคหลังจากที่แข็งค่าทะลุแนวต้านสำคัญที่ 32.30 บาทต่อดอลลาร์ฯ ได้ในช่วงกลางสัปดาห์ นอกจากนี้ สถานะซื้อสุทธิพันธบัตรและหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ และทิศทางการแข็งค่าของสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชีย ก็เป็นปัจจัยบวกของเงินบาทด้วยเช่นกัน

ในวันพฤหัสบดี (10 ก.ค.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.17 หลังแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 3 เดือนที่ 32.12 เทียบกับระดับ 32.38 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (4 ก.ค.)

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (14-18 ก.ค.) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 32.00-32.30 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยต้องจับตาความคืบหน้าในประเด็นเศรษฐกิจ-การเมืองไทย ข้อมูลเศรษฐกิจเดือนมิ.ย. ของจีน และถ้อยแถลงของประธานเฟดต่อสภา คองเกรส (15 ก.ค.) ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์ก ผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนก.ค. ยอดค้าปลีก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนมิ.ย. เงินทุนไหลเข้าสุทธิเดือนพ.ค. สรุปภาวะเศรษฐกิจของเฟด (Beige Book) และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ

เงินยูโรทยอยปรับตัวขึ้น แต่ในกรอบที่จำกัด โดยนักลงทุนทยอยซื้อคืนเงินยูโรเพื่อปรับโพสิชั่นในช่วงต้นสัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่มีการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ก่อนที่จะเปลี่ยนความสนใจไปที่การเปิดเผยรายงานการประชุม FOMC (เมื่อวันที่ 17-18 มิ.ย.) ในช่วงกลางสัปดาห์ ซึ่งกระตุ้นให้มีแรงขายเงินดอลลาร์ฯ อย่างต่อเนื่องออกมา เนื่องจากรายงานการประชุมเฟดไม่ได้บ่งชี้ถึงจังหวะที่ชัดเจนสำหรับการเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า โดยระบุเพียงว่า โครงการซื้อพันธบัตรรายเดือนจะสิ้นสุดในเดือนต.ค. นี้ และผู้กำหนดนโยบายได้มีการหารือถึงกระบวนการปรับลดมาตรการกระตุ้นที่อัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี เงินยูโรลดช่วงบวกบางส่วนลงก่อนช่วงปลายสัปดาห์ท่ามกลางความกังวลต่อภาคธนาคารในโปรตุเกส

เงินเยนแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ อ่อนค่าลง ตามการปรับตัวลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล และตลาดหุ้นสหรัฐฯ (ในช่วงก่อนการรายงานผลประกอบการของหลายบริษัท) นอกจากนี้ บันทึกการประชุมเฟดที่ไม่สะท้อนจังหวะที่แน่ชัดของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า ก็กระตุ้นแรงขายเงินดอลลาร์ฯ ด้วยเช่นกัน

ในวันพฤหัสบดี (10 ก.ค.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.3617 เทียบกับ 1.3593 ดอลลาร์ฯ ต่อยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า (4 ก.ค.) ส่วนเงินเยนอยู่ที่ 101.30 เทียบกับ 102.10 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า

ตลาดทุน

ตลาดหุ้นไทย

ดัชนี SET ปรับตัวเพิ่มขึ้น ปิดที่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี หลังเฟดส่งสัญญาณถึงการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายนานขึ้นกว่าที่คาดไว้เดิม โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,518.01 จุด เพิ่มขึ้น 1.48% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 7.04% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 38,950.12 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนรายย่อย บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และนักลงทุนสถาบันขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 521.95 จุด เพิ่มขึ้น 0.17% จากสัปดาห์ก่อน

ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ โดยมีแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงาน ธนาคาร และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การส่งสัญญาณถึงการคงอัตราดอกเบี้ยของเฟดในระดับปัจจุบันนานขึ้นกว่าที่คาดไว้ เป็นอีกปัจจัยบวกที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยปิดที่ระดับสูงสุดของปีนี้ โดยตลาดจะปิดทำการในวันศุกร์ที่ 11 ก.ค. เนื่องในวันอาสาฬหบูชา

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์หน้าระหว่างวันที่ 14-18 ก.ค. 2557 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่ การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ยอดค้าปลีก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม เครื่องชี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ และความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,504 และ 1,496 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,532 และ 1,552 จุด ตามลำดับ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ดัชนี DJIA ลดช่วงลบลง หลังเฟดส่งสัญญาณถึงการไม่เร่งรีบปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ดัชนี DJIA ปิดที่ 16,985.61 จุด ลดลง 0.48% จากสัปดาห์ก่อน ดัชนี DJIA ปรับลดลงต่อเนื่องในช่วงต้นสัปดาห์ โดยมีแรงขายของนักลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง โดยนักลงทุนเริ่มระมัดระวังในการซื้อขาย ก่อนการรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวขึ้นในวันพุธ หลังบันทึกการประชุมเฟดบ่งชี้ว่าเฟดไม่น่าที่จะเร่งรีบในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ดัชนี Nikkei ปิดปรับตัวลดลงเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน จากแรงขายทำกำไรของนักลงทุน โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ดัชนี Nikkei ปิดที่ 15,216.47 จุด ลดลง 1.43% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับลดลงในช่วงต้นสัปดาห์ จากแรงขายทำกำไรของนักลงทุน ทั้งนี้ นักลงทุนระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น หลังการรายงานข้อมูลเงินเฟ้อของจีนที่ชะลอลงอาจส่งสัญญาณถึงอุปสงค์ที่ชะลอลงจากจีน และเงินเยนกลับมาแข็งค่าเป็นปัจจัยที่กระทบราคาหุ้นในกลุ่มส่งออก