ไลอ้อน แคปปิตอลอยู่ระหว่างขายบัมเบิล บี ฟู้ดส์ ซึ่งเป็นแบรนด์ทูน่ายักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ
ประเด็นใหม่
สำนักข่าวต่างประเทศเปิดเผยว่า บริษัท ไลอ้อน แคปปิตอล เตรียมขายบริษัทบัมเบิล บี ฟู้ดส์ จำกัด (BBF) ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายปลาทูน่าและปลาซาร์ดีนรายใหญ่ที่สุดของทวีปอเมริกาเหนือ (ทั้งแบบบรรจุกระป๋องและแบบบรรจุถุง) โดยบริษัท ไลอ้อน แคปปิตอลต้องการขายกิจการบริษัทบัมเบิล บี ฟู้ดส์ที่ราคา 1.5 พันล้านเหรียญ บริษัทบัมเบิล บี ฟู้ดส์รายงานยอดขายปี 2556 ที่ 1 พันล้านเหรียญ และ EBITDA ที่ 130 ล้านเหรียญ
เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา เว็บไซด์อันเดอร์เคอร์เร้นต์ดอทคอมซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลข่าวเกี่ยวกับธุรกิจประมงและอาหารทะเลได้กล่าวว่า TUF เป็นผู้ที่มีศักยภาพที่จะเข้าร่วมประมูลซื้อกิจการของบริษัทบัมเบิล บี ฟู้ดส์ แต่ TUF ได้ปฏิเสธที่จะให้ข้อคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้ตั้งข้อสังเกตว่าข่าวข้างต้นอยู่ในช่วงของขั้นตอนเริ่มต้นเท่านั้น เนื่องจากบริษัทไลอ้อน แคปปิตอลยังไม่ได้แต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงินสำหรับการประเมินมูลค่าและการเปิดประมูลเพื่อเตรียมขายบริษัทบัมเบิล บี ฟู้ดส์ จำกัดแต่อย่างใด
เราคาดว่า TUF จะเข้าร่วมประมูลเข้าซื้อกิจการบัมเบิล บี ฟู้ดส์ซึ่งจะส่งผลให้เป็นผู้นำตลาดทูน่าในสหรัฐฯ
ตลาดปลาทูน่าในสหรัฐฯ ประกอบด้วยผู้เล่นรายใหญ่ 3 ราย ได้แก่ สตาร์คิสท์ (30%) บัมเบิล บี ฟู้ดส์ (28%) และชิกเก้น ออฟ เดอะ ซี (20%) ชิกเก้น ออฟ เดอะ ซีเป็นบริษัทย่อยของ TUF ภายใต้สมมติฐานว่าถ้า TUF เข้าซื้อกิจการบริษัทบัมเบิล บี ฟู้ดส์สำเร็จ เราประเมินว่าจะส่งผลให้บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 48% ของตลาดปลาทูน่าในสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้บริษัทได้ประโยชน์จากต้นทุนที่ถูกลงจากปริมาณซื้อปลาที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และการเป็นผู้นำตลาดจะส่งผลให้มีอำนาจในการกำหนดและต่อรองราคามากขึ้น แต่คำถามตามมาว่า การเข้าไปซื้อกิจการของ บริษัทบริษัทบัมเบิล บี ฟู้ดส์ซึ่งจะส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็นอันดับหนึ่งจะขัดกับกฎหมายครอบงำการแข่งขันของสหรัฐฯ หรือไม่ (ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสหรัฐฯ ที่จะต้องตอบคำถามดังกล่าว)
หาก TUF ชนะการประมูลจริง บริษัทอาจต้องเพิ่มทุน
ภายใต้ EBITDA ปี 2556 ของบัมเบิล บี ฟู้ดส์ซึ่งอยู่ที่ 130 ล้านเหรียญ และสมมติฐานของราคาขายกิจการซึ่งอยู่ที่ 1.5 พันล้านเหรียญ (หรือประมาณ 5 หมื่นล้านบาท) เราประเมินอัตราส่วน EV/EBITDA ได้เท่ากับ 11.5 เท่า ซึ่งเรามองว่าแพงเกินไปสำหรับการเข้าไปซื้อที่ราคาดังกล่าว ให้ตั้งข้อสังเกตว่าราคาที่ TUF จ่ายสำหรับการเข้าซื้อกิจการของ MWB ในปี 2553 ที่ 680 ล้านยูโรคิดเป็นอัตราส่วน EV/EBITDA เพียงแค่ 8.2 เท่า นอกจากนี้การเข้าซื้อกิจการของบริษัทที่ทำธุรกิจอาหารของบริษัทอื่นๆ ในช่วงระหว่างปี 2542-2553 ก็มีอัตราส่วน EV/EBITDA เฉลี่ยอยู่เพียงแค่ 9.9 เท่า
ถ้าหากว่า TUF เข้าซื้อบริษัทบัมเบิล บี ฟูดส์ จริงก็จะถือว่าเป็นการเข้าซื้อกิจการครั้งใหญ่ที่สุดของ TUF เราคาดว่าบริษัทจำเป็นต้องเพิ่มทุนอย่างน้อยอีก 1.4 หมื่นล้านบาทเพื่อดำรงข้อกำหนดสถานะอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้นไว้ที่ 2 เท่า และบริษัทจะต้องมีภาระเงินกู้เพิ่มอีกจำนวน 3.6 หมื่นล้านบาท (หรือคิดเป็นอัตราส่วนของหนี้สินต่อส่วนโครงสร้างทุนรวมที่ 72% สำหรับดีลการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้) ให้ตั้งข้อสังเกตว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้นของ TUF อยู่ที่ 1.12 เท่า ณ สิ้นเดือนมี.ค. 2557
การเก็งกำไรประเด็นดังกล่าวจะผลักดันราคาหุ้นให้ปรับตัวสูงขึ้นในระยะสั้น
เรายังคงคำแนะนำ ซื้อเก็งกำไร เนื่องจากแนวโน้มกำไรหลักปี 2557 ที่เติบโตก้าวกระโดดจากการฟื้นตัวของมาร์จิ้นของธุรกิจรับจ้างผลิตทูน่าและมาร์จิ้นของธุรกิจกุ้งส่งออกที่ยังคงทรงตัวในระดับดีต่อเนื่อง เราคิดว่าการเข้าเก็งกำไรหุ้น TUF จากประเด็นการเข้าซื้อกิจการบริษัทบัมเบิล บี ฟู้ดส์ จะหนุนราคาหุ้นของ TUF ในระยะสั้นให้ปรับตัวสูงขึ้น









