(รายงาน) โครงสร้างการค้าโลก'เปลี่ยน' สาเหตุส่งออกฟื้นตัวช้า
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกรายงานนโยบายการเงิน เดือนมิ.ย. 2557 ซึ่งภาคส่งออกของไทยที่ปรับลดลง ทั้งๆที่แนวโน้มเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวยังเป็นประเด็นน่าติดตามว่าเกิดจากสาเหตุใด โดยธปท.ได้ชี้ให้เห็นว่าสาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้าโลก มีรายละเอียด ดังนี้
ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2557 การส่งออกของประเทศในภูมิภาคเอเชียเริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศของกลุ่มเศรษฐกิจหลัก ทำให้การส่งออกกลับมามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเอเชียมากขึ้น และส่งผลให้เศรษฐกิจของหลายประเทศในภูมิภาคขยายตัวดี แม้ว่าอุปสงค์ในประเทศจะมีการปรับลดลง
อย่างไรก็ดี วิกฤติเศรษฐกิจและพัฒนาการของเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมา คาดว่าจะมีผลกระทบต่อโครงสร้างการค้าโลก ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเชียไม่สามารถพึ่งพาแรงขับเคลื่อนจากการส่งออกได้มากเหมือนดังเช่นในอดีตที่ผ่านมา
มีข้อสังเกตสำคัญ 2 ประการ ดังนี้
1. อัตราการขยายตัวของปริมาณการค้าโลกลดลง ซึ่งจะทำให้การส่งออกของภูมิภาคเอเชียในระยะถัดไปอาจจะไม่สามารถขยายตัวได้สูงดังเช่นในอดีต โดยเมื่อพิจารณาอัตราการขยายตัวของการค้าโลกโดยเฉลี่ยในช่วงปี 2534-2550 เปรียบเทียบกับปี 2554-2556 พบว่า ปรับตัวลดลงจาก 7% เหลือเพียง 4% ตามลำดับ ซึ่งอาจเป็นผลจาก
เศรษฐกิจประเทศพัฒนา (Advanced Economies) ที่ฟื้นตัวช้า โดยการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพัฒนาภายหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกในปี 2551 ช้ากว่าการฟื้นตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกในอดีต เนื่องจากในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจครั้งล่าสุด เศรษฐกิจในกลุ่ม G3(สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น) ต้องเผชิญปัญหาในหลายด้าน ทั้งในภาคการเงิน ภาคการคลัง และภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงปัญหาอัตราว่างงาน ที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ต้องใช้เวลา
การย้ายฐานการผลิตสินค้าต้นน้ำเข้าไปยังประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets: EMs) เพื่อใช้ผลิตสินค้าเพื่อการบริโภคในประเทศและเพื่อการส่งออก โดยสะท้อนจากการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (Foreign Direct Investment: FDI) มาสู่ประเทศตลาดเกิดใหม่ ทั้งในภูมิภาคอาเซียน และกลุ่มละตินอเมริกาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างอุตสาหกรรมสนับสนุน (Cluster) ที่ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งอยู่ในประเทศเดียวกันมากขึ้น ทำให้มีการนำเข้า-ส่งออกสินค้าขั้นกลางลดลง จึงมีผลให้การค้าระหว่างประเทศภายในภูมิภาคปรับลดลง เนื่องจากถูกทดแทนด้วยสินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้น
2. ความสัมพันธ์ระหว่างผลิตภัณฑ์ มวลรวมของกลุ่ม G3 และปริมาณการนำเข้าสินค้าจากเอเชียปรับลดลงจากช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกปี 2551 สะท้อนให้เห็นว่า แม้ว่าเศรษฐกิจ G3 จะปรับดีขึ้นในระยะถัดไป แต่การนำเข้าสินค้าจากประเทศในภูมิภาคอาจไม่เพิ่มสูงขึ้นมากนัก ทำให้การส่งออกของประเทศในภูมิภาคเอเชียอาจได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ G3 ไม่มากเหมือนในอดีต
ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ผู้บริโภคบางกลุ่มในประเทศ G3 เปลี่ยนพฤติกรรมหันมาใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้น ทำให้มีการย้ายฐานการผลิตของบางบริษัทกลับมายังประเทศ G3 ส่งผลให้สัดส่วนการนำเข้าต่อการบริโภคสำหรับสินค้าคงทนของสหรัฐฯ ปรับลดลงภายหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2551 และเป็นผลจากส่วนต่างต้นทุนค่าจ้างแรงงานระหว่างประเทศ G3 และเอเชียที่ปรับแคบลง สะท้อนจากต้นทุนค่าจ้างแรงงานต่อหน่วย (Unit Labour Cost) ของประเทศ G3 ปรับลดลงต่อเนื่องโดยเฉพาะหลังวิกฤติเศรษฐกิจโลก
ขณะที่ต้นทุนค่าจ้างแรงงานต่อหน่วยของประเทศ ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่เร่งขึ้นมาก
กล่าวโดยสรุป โครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอาจจะมีผลให้การส่งออกของเอเชียไม่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ G3 เหมือนในอดีต
นอกจากนี้ รสนิยมการบริโภคสินค้า ที่เปลี่ยนแปลงไป อาทิ การที่ผู้บริโภคลดความนิยมในการใช้คอมพิวเตอร์และหันไปใช้สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตมากขึ้น จะทำให้การส่งออกของบางประเทศที่มีสินค้าที่ไม่เป็นที่นิยมฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่นๆ โดยประเทศที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวจำเป็นต้องยกระดับเทคโนโลยีการผลิตให้สามารถผลิตสินค้า ได้สอดคล้องกับความต้องการในตลาดโลกที่เปลี่ยนไป เพื่อให้สามารถได้รับประโยชน์จากการปรับดีขึ้นของเศรษฐกิจ G3 ให้ได้มากที่สุด
000
ไทย5ปัจจัยเสี่ยง
ในภาวะที่อุปสงค์ในประเทศหดตัวสวนทางกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวชัดเจนขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2557 ภาคการส่งออกจึงดูจะเป็นความหวังในการเป็นแรงขับเคลื่อนหลักให้กับเศรษฐกิจไทยในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ในช่วง 4 เดือนแรกของปีการส่งออกยังคงหดตัวที่ 0.8% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน โดยยังไม่สามารถแสดงศักยภาพในการเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง แตกต่างจากแนวโน้มการส่งออกของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียที่ฟื้นตัวค่อนข้างชัดเจน สะท้อนว่าภาคการส่งออกของไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยงทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวในระยะต่อไป ดังนี้
ปัจจัยภายนอกประเทศ
ภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าในเอเชีย แม้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกจะมีทิศทางปรับตัวดีขึ้นตามเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศ G3 ซึ่งส่งผลให้การส่งออกของไทยไปกลุ่มประเทศดังกล่าวสามารถขยายตัวได้ ขณะที่การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ ในเอเชียยังคงหดตัว โดยในปี 2556 การส่งออก ไปตลาดจีนและอาเซียนคิดเป็นสัดส่วน 37.8% ของการส่งออกรวมของไทย สูงกว่าสัดส่วนการส่งออก
ไปกลุ่ม G3 ที่ 29.6% โดยเฉพาะการชะลอตัวของอุปสงค์ในประเทศและภาคการส่งออกของจีนที่เกิดขึ้นรวดเร็วกว่าที่คาด
นอกจากจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกของไทยไปจีนแล้ว ยังส่งผลกระทบทางอ้อมทำให้การส่งออกของไทยไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนที่ส่งออกต่อไปจีนลดลงด้วย
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้าโลก โครงสร้างการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกส่งผลให้การค้าโลกเติบโต ในอัตราที่ต่ำกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกโดยรวม ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการย้ายฐานการผลิตไปยังกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะกลุ่มยุโรปตะวันออก ทำให้เกิดการค้าขายภายในกลุ่มมากขึ้น ทดแทนการนำเข้าจากเอเชีย และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ต้นทุนค่าจ้างแรงงานต่อหน่วย (Unit Labour Cost) ของประเทศ G3 ปรับลดลงต่อเนื่องตั้งแต่หลังวิกฤติ ทำให้บางบริษัทย้ายฐานการผลิตกลับไปยังประเทศตัวเอง ส่งผลให้การส่งออกของภูมิภาคเอเชียได้รับผลดีจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่ม G3 น้อยกว่าในอดีต
แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ตั้งแต่ปี 2555 ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นผลจากอุปทานส่วนเกินในตลาดโลกที่อยู่ระดับสูง โดยเฉพาะยางพารา ข้าว และน้ำตาล ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 9% ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทย ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ฉุดรั้งให้มูลค่าการส่งออกของไทยยังคงหดตัว
โดยราคาส่งออกของไทยในช่วง 4 เดือนแรกของปี หดตัวจากระยะเดียวกันของปีก่อน 1.5% ในขณะที่ปริมาณการส่งออกของไทยยังสามารถขยายตัวได้ที่ 0.7%
ทั้งนี้ IMF คาดการณ์ว่าราคาสินค้าเกษตรยังคง มีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของภาคการส่งออกของไทยในระยะต่อไป
ปัจจัยภายในประเทศ
การส่งออกของไทยยังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างซึ่งเป็นปัจจัยภายในประเทศ อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การส่งออกของไทยในช่วงที่ผ่านมาฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย
ข้อจำกัดด้านระดับเทคโนโลยีการผลิต ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของไทยสูญเสียความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลกโดยเฉพาะ Hard Disk Drive เนื่องจากไม่สามารถยกระดับ การผลิตให้ก้าวทันต่อรสนิยมการบริโภค และ การพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ไทย มีการลงทุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
นอกจากนี้ ระดับการพัฒนาเทคโนโลยียังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากดัชนีชี้วัดนวัตกรรมใหม่ของไทยที่ปรับลงจากปี 2550 ซึ่ง ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีนี้เป็นอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งภาคการส่งออกของไทยให้ฟื้นตัวได้ช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน
แนวโน้มการลงทุนในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการไทย จากปัจจัยด้านการขาดแคลนแรงงาน การปรับเพิ่มขึ้นของค่าจ้างขั้นต่ำอย่างต่อเนื่อง การแสวงหาสิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) ตลอดจนการแสวงหาตลาดและทรัพยากรในต่างประเทศ ทำให้แนวโน้มการลงทุนโดยตรงของไทยในต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจำนวนหนึ่งเป็นการย้ายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศแทนการขยายกำลังการผลิตในไทย และเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การส่งออกของไทยไม่สามารถขยายตัวในอัตราสูงได้เช่นในอดีต
ปัจจัยข้างต้นเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของภาคการส่งออกไทยในระยะต่อไป









