ธปท.เผยหนี้ครัวเรือนพุ่ง ไตรมาสแรกโต10% สินเชื่อ"แบงก์-บัตรเครดิต"โตแรง ขณะหนี้โรงรับจำนำลด20%
"แบงก์ชาติ" เผยหนี้ครัวเรือนไตรมาสแรกปีนี้โตเฉียด 10% ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มแบงก์พาณิชย์ที่โตกว่า 4.29 แสนล้านบาท ขณะที่กลุ่มบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง สินเชื่อส่วนบุคคล ยอดพุ่งกว่า 20% สวนทางโรงรับจำนำที่หดตัว 20% ระบุครัวเรือนยังมีความเปราะบาง สะท้อนจากรายได้และความสามารถชำระหนี้ ขณะ"เครดิตบูโร" จับตาจำนวนบัญชีที่เริ่มค้างชำระ 1.1 ล้านบัญชี
หนี้ภาคครัวเรือนในไตรมาสแรกยังขยายตัวต่อเนื่องในอัตราสูง ซึ่งเป็นประเด็นดังกล่าวสร้างความกังวลให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของภาครัฐตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา แต่ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น แม้ยังไม่มีสัญญาณว่าจะเกิดหนี้เสียเพิ่มขึ้นในอัตราสูงจนกระทบต่อเสถียรภาพสถาบันการเงิน
นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) กล่าวว่าแนวโน้มหนี้ครัวเรือนนั้น บริษัทอยู่ระหว่างการจับตาจำนวนบัญชีที่เริ่มค้างชำระ แต่ยังไม่เป็นหนี้เสียหรือเอ็นพีแอลว่าในไตรมาส 2 นี้จะมีการเติบโตจากไตรมาสแรกมากน้อยเพียงใด เพราะไตรมาสแรก มีจำนวนบัญชีที่เริ่มค้างชำระอยู่ที่ 1.1 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2556 ที่มี 8.5 แสนบัญชี หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 29% แม้จะมองว่า แนวโน้มไม่น่าจะเพิ่มขึ้นมาก ตามความระมัดระวังของธนาคารพาณิชย์ในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังต้องจับตาเรื่องสินเชื่อบุคคล และสินเชื่อเช่าซื้อ
"ในไตรมาส 2 นี้ คาดว่าแนวโน้มเอ็นพีแอล น่าจะลดลง เนื่องจากธนาคารพาณิชย์มีความระวังการให้สินเชื่อมากขึ้น และอนุมัติสินเชื่อลดลงทั้งสินเชื่ออุปโภคบริโภคและเอสเอ็มอี แต่บริษัทอยู่ระหว่างรอดูข้อมูลไตรมาส 2 ที่เพิ่งสิ้นสุดลงว่าจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ จากส่วนใด ทั้งสินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคลหรือรถยนต์"
หนี้คงค้างเพิ่ม9.54%มูลค่า9.8แสนล.
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานการสำรวจการให้เงินกู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนของสถาบันการเงิน และบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงินในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ พบว่า มีมูลค่าคงค้างรวมทั้งสิ้น 9,868,264 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งมีมูลค่าคงค้างอยู่ที่ 8,979,418 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้น 888,846 แสนล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 9.89%
สำหรับการให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือน ในหมวดสถาบันรับฝากเงิน ซึ่งได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ สหกรณ์ออมทรัพย์ และสถาบันรับฝากเงินอื่นๆ ซึ่งมียอดคงค้างการให้สินเชื่อในไตรมาสแรกปีนี้รวม 8,591,846 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มียอดคงค้างอยู่ที่ 7,843,211 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 748,635 ล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 9.54%
รายงานข่าวระบุว่า กลุ่มที่มีการเพิ่มขึ้นของเงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนมากสุด ในหมวดสถาบันรับฝากเงิน ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยไตรมาสแรกปีนี้ มีมูลค่าคงค้างการให้กู้ยืมอยู่ที่ 4,191,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่าคงค้างอยู่ที่ 3,761,589 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจำนวน 429,611 ล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 11.42%
รองลงมาได้แก่ สหกรณ์ออมทรัพย์ มีมูลค่าคงค้างการให้กู้ยืม ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2557 ที่ 1,501,641 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 1,355,844 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 145,797 ล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 10.75%
ขณะที่สถาบันการเงินอื่นๆ เช่น บริษัทเงินทุน มียอดคงค้างการให้กู้ยืมในไตรมาส 1 ปี 2557อยู่ที่ 2,883 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 2,650 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้น 8.79% ส่วนธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ มียอดคงค้างการให้กู้ยืมอยู่ที่ 2,896,122 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 2,723,128 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้น 6.35%
ยอดคงค้างการให้กู้ยืมพุ่ง12.34%
สำหรับหมวดสถาบันการเงินอื่น ได้แก่ บริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล บริษัทประกันชีวิตและประกันภัย บริษัทหลักทรัพย์ ธุรกิจบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน โรงรับจำนำ และสถาบันการเงินอื่นๆ มียอดคงค้างการให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือน ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2557 อยู่ที่ 1,276,418 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งมียอดคงค้างอยู่ที่ 1,136,207 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 140,211 ล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 12.34%
ส่วนกลุ่มที่มีมูลค่าคงค้างการให้กู้ยืมเพิ่มขึ้นมากสุด ได้แก่ กลุ่มสถาบันการเงินอื่น เช่น การทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (เอฟไอดีเอฟ) กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) บรรษัทตลาดรองสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ซึ่งมีมูลค่าคงค้างการให้กู้ยืมในไตรมาสแรกปี 2557 ที่ 9,176 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 6,632 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2,544 ล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 38.35%
ยอดหนี้บัตร-ลิสซิ่งไตรมาสแรกพุ่ง20%
รองลงมาได้แก่ กลุ่มบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล โดยไตรมาสแรกปี 2557 มีมูลค่าคงค้างการให้กู้ยืมอยู่ที่ 1,057,880 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 880,653 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 177,227 ล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 20.12%
ส่วน บริษัทประกันภัยและประกันชีวิต มีมูลค่าคงค้างการให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนในไตรมาส 1 ปี 2557 ที่ 81,349 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่าคงค้างที่ 72,388 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8,961 ล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 12.38%
สำหรับกลุ่มที่มีมูลค่าคงค้างการให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนลดลงมากสุด ได้แก่ กลุ่มธุรกิจบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน โดยไตรมาสแรกปี 2557 มีมูลค่าคงค้างอยู่ที่ 25,413 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มียอดคงค้างที่ 51,453 ล้านบาท หรือลดลง 26,040 ล้านบาท คิดเป็นการลดลง 50.6%
ไตรมาสแรกยอดหนี้โรงรับจำนำลด20%
รองลงมาได้แก่ กลุ่มโรงรับจำนำ ซึ่งมีมูลค่าคงค้างการให้กู้ยืมในไตรมาสแรกปี 2557 ที่ 54,239 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 68,249 ล้านบาท หรือลดลง 14,010 ล้านบาท คิดเป็นการลดลง 20.52%
สุดท้าย คือ กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ มีมูลค่าคงค้างการให้กู้ยืม ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2557 อยู่ที่ 48,361 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 56,832 ล้านบาท หรือลดลง 8,471 ล้านบาท คิดเป็นการลดลง 14.9%
ก่อนหน้านี้ ธปท. ระบุในรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อเดือนมิ.ย.ว่า เศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลให้ภาคครัวเรือนมีความเปราะบางขึ้น สะท้อนจากรายได้ และความสามารถชำระหนี้ของภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มลดลง การขยายตัวของหนี้ภาคครัวเรือนปรับชะลอลงต่อเนื่อง ทำให้ความกังวลเกี่ยวกับการก่อหนี้ใหม่ลดลง
"การขยายตัวของหนี้ครัวเรือนที่ประเมินจากเงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนของสถาบันการเงินต่างๆ ยังคงชะลอตัวต่อเนื่องจาก 14.1% ในไตรมาส 3 ปี 2556 มาอยู่ที่ 11.4% ในไตรมาส 4 ปี 2556 ส่วนหนึ่งเป็นผลจาก ครัวเรือนระมัดระวังการใช้จ่ายและการก่อหนี้ใหม่ และสถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อให้แก่ภาคครัวเรือน ทำให้ความกังวลเกี่ยวกับระดับการก่อหนี้ใหม่ของภาคครัวเรือนลดลง"
นอกจากนี้ยังพบว่า สภาพคล่องของภาคครัวเรือนโดยรวมทรงตัวจากช่วงก่อนหน้าสะท้อนจากสัดส่วนสินทรัพย์ทางการเงินต่อหนี้สินของภาคครัวเรือน ณ สิ้นปี 2556 ที่ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 2 เท่า ซึ่งยังเพียงพอต่อการรองรับความเสี่ยงระยะสั้นจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวได้









