บัญชีค้ามนุษย์ฉุดศก.ระยะสั้น ธปท.ชี้รายงาน'มีมูล'-คสช.สั่งเร่งแก้ปัญหา ด้านอียูจ่อแบนอาหารทะเลไทย
ธปท.ชี้ผลขึ้นบัญชีค้ามนุษย์ กระทบเศรษฐกิจระยะสั้น รับ'มีมูล' แม้ทางการพยายามแก้ไข ด้านคสช.สั่งทุกหน่วยงานเร่งแก้ไข ขณะสมาคมประมงเตรียมออกแถลงการณ์โต้วันนี้ เรียกร้องภาครัฐร่วมแก้ปัญหา-ชี้แจง
ความกังวลถึงผลกระทบมีมากขึ้น จากกรณีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เปิดเผยรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ (TIP Report) ประจำปี ค.ศ. 2014 ซึ่งไทยถูกปรับลดอันดับจากกลุ่ม "Tier 2 Watch List" ลงมาอยู่ในบัญชีกลุ่ม "Tier 3" ซึ่งถือเป็นกลุ่มประเทศที่มีสถานการณ์การค้ามนุษย์ในระดับเลวร้ายที่สุด หลังจากติดอยู่ในกลุ่ม 2 มานานถึง 4 ปีติดต่อกัน
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า มีผลต่อชื่อเสียงและผลกระทบกับประเทศไทยบ้าง ซึ่งเรื่องนี้ทางการไทยได้พยายามแก้ไข
อย่างไรก็ตาม เท่าที่ ธปท. ได้รับข้อมูลก็ยอมรับว่าประเทศไทยยังคงมีปัญหาเหล่านี้อยู่บ้าง แต่เกิดกับเฉพาะบางธุรกิจเท่านั้น ในขณะที่ธุรกิจส่วนใหญ่เองไม่ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้น ก็คงต้องทำความเข้าใจกับคู่ค้าในต่างประเทศ และในเวลาเดียวกันเราเองก็ควรต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้หมดไป
"เข้าใจว่าทางการเองก็พยายามแก้ไขเรื่องพวกนี้อยู่ ถามว่ามีมูลหรือไม่ ก็คงมีบ้าง แต่อาจเกิดกับแค่บางธุรกิจหรือบางภาคส่วนเท่านั้น ซึ่งถ้ามองในแง่การปรับปรุง ก็ถือเป็นเหตุที่ต้องช่วยกันแก้ไข" นายประสาร กล่าว
สำหรับผลกระทบด้านการค้า คงต้องแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ระดับภาคเอกชน กับระดับภาครัฐ โดยในส่วนของภาคเอกชนนั้นผู้แทนหอการค้าต่างประเทศได้เดินสายอธิบายถึงปัญหาให้ลูกค้าต่างประเทศได้เข้าใจ โดยเฉพาะลูกค้าในสหรัฐฯ ว่าปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดกับทุกกิจการ ซึ่งถ้าลูกค้าเข้าใจยินดีทำธุรกิจต่อผลกระทบก็คงไม่ได้มาก
ส่วนในระดับภาครัฐ เข้าใจว่าอยู่ในขั้นการพิจารณาโดยต้องรอดูว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายในระดับรัฐหรือไม่ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ยังต้องติดตาม
"คือ พวกเราในยามที่เศรษฐกิจดีไม่ค่อย คิดหาวิธีแก้ไข พอยามที่เราอยากให้เศรษฐกิจฟื้นตัวจากการที่มีปัญหามา ถ้ามาเข้มงวดเรื่องพวกนี้ ก็กลายเป็นว่ามาทำในจังหวะเวลาที่เป็นอุปสรรคได้ เพราะการแก้ปัญหาต้องทำต่อเนื่อง ยิ่งถ้าทำในช่วงเศรษฐกิจเข้มแข็งผลกระทบก็จะน้อย สมมติว่า ตอนนี้หากรัฐลุกขึ้นมาเอาจริงเอาจัง ก็อาจทำให้เศรษฐกิจบางส่วนถูกกระทบได้ ดังนั้น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจระยะสั้นที่เราอยากเห็น ก็อาจสะดุดไปบ้าง" นายประสารกล่าว
ยังประเมินยากผลกระทบส่งออก
สำหรับผลกระทบด้านการส่งออกนั้น นายประสาร กล่าวว่า ยังเร็วไปที่จะประเมินในขณะนี้ เพราะต้องขึ้นกับลักษณะความเข้มงวด และแนวทางแก้ไขปัญหาด้วย
จากการประเมินของ ธปท. ครั้งล่าสุด ยอมรับว่าการส่งออกในปีนี้อาจฟื้นตัวช้ากว่าที่เคยประเมินไว้ โดยในการแถลงนโยบายการเงินวันที่ 27 มิ.ย.นี้ จะมีการประกาศตัวเลขประมาณการการส่งออกใหม่ ซึ่งตัวเลขใหม่ที่ออกมายอมรับว่าต่ำกว่า 4% ลดลงจากประมาณการครั้งก่อนที่เคยประเมินไว้ที่ 4.5% โดยตัวเลขประมาณการนี้ยังไม่นับรวมผลกระทบจากการลดอันดับไทยเรื่องการค้ามนุษย์ลงมาอยู่ในกลุ่ม เทียร์3
ส่วนกรณีที่กลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) เตรียมทบทวนความสัมพันธ์กับไทยใหม่จะส่งผลกระทบอย่างไรบ้างนั้น นายประสาร กล่าวว่า พวกนี้ถือเป็นข้อมูลใหม่ที่ต้องคอยติดตาม แต่ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น ถือว่ายังไม่ได้เข้าสู่ภาวะปกติ แม้ว่าภายในประเทศจะรู้สึกสงบลงเมื่อเทียบกับช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมา เพราะในระดับสากลแล้วเขาเชื่อในเรื่องของรูปแบบ
"ถ้าเป็นไปได้ในยามที่เราสงบแล้ว เราสามารถพัฒนารูปแบบไปสู่รูปแบบที่เขาใจง่ายขึ้น ตรงนี้ก็คงมีส่วนช่วย อย่าง คสช.(คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) เองเขาก็มีแผนอยู่ ตั้งแต่ เฟส 1 ถึง 3 ถึงจุดหนึ่งที่เราเข้าสู่เฟส 2 ซึ่งเป็นเฟสที่รูปแบบสามารถสร้างความเข้าใจได้มากขึ้น ก็คงเบาลง และยิ่งถ้าเราไปสู่เฟส3 ที่เป็นรูปแบบสากลได้ การยอมรับก็คงไม่มีปัญหา เพียงแต่ว่าเราขอเวลาหน่อยเท่านั้น ซึ่งเขาก็น่าจะเข้าใจได้" นายประสารกล่าว
คสช.เร่งแก้ปัญหาค้ามนุษย์
ร้อยเอกนายแพทย์ยงยุทธ มัยลาภ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความห่วงใยและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนที่จะมีรายงานดังกล่าวออกมาอยู่แล้ว เพราะการขับเคลื่อนในเรื่องการดูแลแรงงานต่างด้าวให้ครบทุกมิติทั้งระบบได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลเรื่องนี้ทั้งระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาวว่าจะมีการบริหารจัดการอย่างไร
"จากนี้ ต้องดำเนินการอย่างเต็มที่ทั้งการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าการอำนวยความสะดวกให้นายจ้างและลูกจ้าง การขึ้นทะเบียน การดูแลสิทธิประโยชน์ ซึ่งเป็นแผนงานเฉพาะหน้า ส่วนในระยะกลางและระยะยาวก็ต้องดำเนินการแก้ไขต่อไป ทั้งนี้ปัญหาดังกล่าว เป็นปัญหาที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานดังนั้นการแก้ไขจึงต้องทำให้ครบทุกมิติ"
ร้อยเอกนายแพทย์ยงยุทธ กล่าวอีกว่ากระทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยงานหลักและเป็นกลไกสำคัญที่จะชี้แจงกับต่างประเทศ
'8สมาคมประมง'ร่วมทำโรดแมพ
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่าทางสมาพันธ์ผู้ผลิตสินค้าประมงไทย ซึ่งประกอบด้วย 8 สมาคมสินค้าประมงไทย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมกุ้งไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป สมาคมทูน่าไทย สมาคมประมงนอกน่านน้ำไทย สมาคมผู้ผลิตปลาป่นไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ และสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ได้หารือกันเพื่อจัดทำโรดแมพข้อมูลการใช้แรงงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องที่เป็นข้อเท็จจริงทั้งหมดของห่วงโซ่การผลิต จะแล้วเสร็จและแถลงข่าวได้วันนี้ (24 มิ.ย.)
ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวจะเป็นตอบโต้กรณีที่หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนของอังกฤษ ที่กล่าวหาการใช้แรงงานในอุตสาหกรรมกุ้งของไทย
“เราคงไม่มีมาตรการตอบโต้สหรัฐอเมริกา เพราะไม่ใช่หน้าที่ของเอกชน แต่จะรวบรวมข้อมูลทั้งสถิติตัวเลขต่างๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงและชี้แจงข้อเท็จจริงว่าที่ผ่านมาทางสมาพันธ์ผู้ผลิตสินค้าประมงไทยได้มีการแก้ไขและดูแลทั้งห่วงโซ่มาตลอด ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการรู้สึกแย่ เพราะว่าทำมาตั้งนานแต่กลับไม่มีประโยชน์” นายพจน์ กล่าว
นอกจากนี้ ทางสมาพันธ์ฯ เตรียมที่จะทำรายงานขอถอดถอนสินค้าประมงในกลุ่มกุ้งและปลาออกจากบัญชีการใช้แรงงานเด็กและการใช้แรงงานบังคับ ของกระทรวงแรงงานสหรัฐ ซึ่งจะมีการทบทวนในเดือนก.ย. นี้
โดย 8 สมาคมยืนยันว่า การใช้แรงงานในอุตสาหกรรมประมงของไทย ไม่ได้มีการละเมิดหรือทำผิดกฎหมายแรงงานตามข้อกล่าวหาของสหรัฐ แต่ในเมื่อทางสหรัฐมีการประกาศออกมา หน่วยงานภาครัฐและเอกชนจะต้องเร่งชี้แจงทำความเข้าใจ
ขณะนี้ภาคเอกชนก็มีการเดินหน้าสร้างความเข้าใจ โดยทุกฝ่ายอยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูล แต่เอกชนคงไม่สามารถไปตอบโต้สหรัฐได้ เพราะขึ้นอยู่กับการดำเนินการของภาครัฐ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาก็พยายามหาแนวทางในการเดินหน้าสร้างความเข้าใจ และมองว่าสหรัฐยังไม่มีข้อมูลเพียงพอ ทุกฝ่ายจึงต้องร่วมกันชี้แจง
เล็งจัดระเบียบเรือประมง
ด้าน นายมงคล สุขเจริญคณา รองประธานกรรมการบริหารสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมประมงกำลังมีการจัดระเบียบเรือประมง เพราะปัจจุบันไทยมีเรือประมงในไทยประมาณ 20% ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาคม และมีเพียง 1% เท่านั้น ที่เป็นปัญหากรณีผิดกฎหมายแรงงาน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก และเรือประมงจำนวนนี้ ส่วนใหญ่เป็นเรือประมงสัญชาติอื่น ทางสมาคมจึงเข้าบริหารจัดการได้ยาก ดังนั้นจึงอยากให้ภาครัฐเข้ามาจัดระเบียบและดูแลปัญหาดังกล่าวแทน
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมอาหารสัตว์ไทย กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐ มีการรณรงค์ไม่ให้บริโภคสินค้าประมงจากไทย ว่า ถือเป็นเรื่องปกติของสหรัฐอเมริกาที่จะมีกลุ่มพิทักษ์อาหารภายในประเทศ เพื่อปกป้องสินค้าที่ผลิตได้ภายในประเทศ รวมถึงการณรงค์ไม่บริโภคสินค้านำเข้าด้วย ซึ่งจะมีผู้บริโภคบางกลุ่มตื่นตระหนกกับข่าวที่ออกมา ซึ่งในเบื้องต้น ยังไม่สามารถประเมินได้ว่า จะส่งผลกระทบต่อสินค้าไทยอย่างไร แต่หลังจากนี้ จะต้องเร่งทำความเข้าใจกับคู่ค้าในต่างประเทศ ให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่แท้จริง
อียูจ่อแบนอาหารทะเลไทย
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่า เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2557 สหภาพยุโรป (อียู) ได้ประกาศเตือนประเทศฟิลิปปินส์และปาปัวนิวกินีว่าเป็นประเทศกลุ่มเสี่ยงที่ไม่ให้ความร่วมมือในการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุมในการทำประมง (illegal, unreported and unregulated fishing: IUU Fishing) เพราะทั้ง 2 ประเทศยังไม่มีมาตรการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมายอย่างเพียงพอ เช่น ขาดระบบในการจัดการความบกพร่องด้านการติดตามและควบคุมการทำประมง
อย่างไรก็ตาม การออกประกาศดังกล่าว ยังเป็นเพียงประกาศเตือน โดยที่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อมาตรการทางการค้าของทั้ง 2 ประเทศจะได้รับ หรือเป็นเพียงการให้ใบเหลือง ซึ่งทั้ง 2 ประเทศจะได้รับระยะเวลาในการแก้ปัญหา และได้รับแผนการดำเนินการ (action plan) จากอียู แต่หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นภายใน 6 เดือน อียูอาจดำเนินมาตรการต่อไป ซึ่งอาจเป็นการห้ามนำเข้าสินค้าประมงที่ถูกจับจาก 2 ประเทศ ดังเช่นที่ได้ดำเนินการไปแล้วกับประเทศกินี เบลิส และกัมพูชา
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีการนำเข้าสินค้าประมงจากฟิลิปปินส์ คิดเป็นมูลค่า 44.427 ล้านดอลลาร์ในปี 2556 และ 77.975 ล้านดอลลาร์ในปี 2555 ขณะที่นำเข้าจากปาปัวนิวกินี 52.923 ล้านดอลลาร์ ในปี 2556 และ 74.216 ล้านดอลลาร์ในปี 2555 หรือเมื่อรวมกันแล้วคิดเป็นสัดส่วน 4% ของการนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้ของไทย นับเป็นการนำเข้าในมูลค่าที่สูง
ดังนั้น หาก 2 ประเทศไม่สามารถดำเนินการแก้ไขตาม IUU Fishing และ อียูแบนสินค้าประมงจาก 2 ประเทศนี้อย่างเป็นทางการแล้ว แน่นอนว่า ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลที่ไทยนำเข้าจากทั้ง 2 ประเทศ เพื่อการแปรรูปและส่งออก มายังอียูก็จะถูกแบนไปด้วย ดังนั้น ผู้ประกอบการส่งออกสินค้าอาหารทะเลของไทย ที่นำเข้าสินค้าประมงจาก 2 ประเทศนี้ ควรติดตามความคืบหน้าเพื่อเตรียมการรับมือต่อไปในอนาคต







