วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ซีพี'หนุนเพิ่มผลผลิตเกษตรรองรับมั่นคงอาหาร

'ซีพี'หนุนเพิ่มผลผลิตเกษตร รองรับความมั่นคงอาหารแถบเอเชีย เน้นความปลอดภัยต่อสุขภาพ

การเปลี่ยนแปลงของภาวะโลกร้อน การเพิ่มขึ้นของประชากรโลก กฎระเบียบทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น ทุกอย่างเป็นความท้ายทายของการทำการเกษตรทั้งในปัจจุบันและอนาคต และภาคการเกษตรต้องพัฒนาใช้เทคโนโลยีให้มากขึ้น เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เพียงพอกับความต้องการ มีคุณภาพ และปลอดภัยต่อสุขภาพ นายมนตรี คงตระกูลเทียน ประธานคณะบริหารกลุ่มธุรกิจครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี กล่าวในการบรรยายพิเศษเรื่อง Challenges Opportunities for Global Food Securities

นายมนตรี ระบุว่าปัจจุบันหลายประเทศได้นำเอาวิธีการตัดแปรพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) มาใช้ เพราะได้ผลในการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น แต่มีหลายประเทศที่ยังไม่ยอมรับ เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย แต่การเพิ่มขึ้นของประชากรโลกปี 2048 เพิ่มเป็น 9,000 ล้านคน จากปัจจุบันที่มีอยู่ 7,000 ล้านคน จากการศึกษาของออสเตรเลีย พบว่า อัตราที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในทวีปเอเชีย ประมาณ 3,000 ล้านคน โดย จีน และอินเดีย มีอัตราการเพิ่มขึ้นมากที่สุด

ดังนั้นการลงทุนในปัจจุบันจึงหันเข้าสู่เอเชียกันมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว แนวโน้มความต้องการของอุตสาหกรรมทั้ง ผักผลไม้ สัตว์ นม ประมง และอาหารสัตว์ ขณะนี้มีความต้องการที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา

จากการประเมินการขาดแคลนทางด้านอาหารของโลก โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือเอฟเอโอ พบว่าทั่วโลกที่ประชากรขาดแคลนอาหารช่วงปี 2554-2556 อยู่ที่ 842 ล้านคน ลดลงเมื่อเทียบกับการประเมินในช่วงปี 2533- 2535 ที่มีประชากรขาดแคลนอาหาร 1,015 ล้าน ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเอเชีย และแอฟริกา โดยเอเชียใต้มีประชากรที่ขาดแคลนอาหารอยู่ 295 ล้านคน ลดลง จาก 314 ล้านคน

ขณะที่ แอฟริกามีประชากรที่ขาดแคลนอาหาร 223 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 173 ล้านคน ส่วนไทยประเมินพบว่า มีความมั่นคงด้านอาหารอยู่อันดับที่ 49 ของโลก มีค่าเฉลี่ยที่ 59.9 % อันดับสูงสุดยังเป็นสหรัฐ มีค่าเฉลี่ย 89.3% แต่ไทยมีความมั่นคงสูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศแถบเอเชีย

ดังนั้นบนพื้นฐานที่ไทยเป็นผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ มีความมั่นคงสูง อยู่ในพื้นที่เอเชีย จึงเป็นโอกาสทั้งภาคการเกษตรและเศรษฐกิจ ของการค้าขายสินค้าอาหารในแถบนี้ โดยพื้นฐานของภาคการเกษตรที่สำคัญ ยังเป็นระบบชลประทาน ที่ควรจะพัฒนาให้ทั่วถึง โดยเฉพาะพื้นที่การปลูกข้าวที่เหมาะสม 48 ล้านไร่ เนื่องจากมีศักยภาพมากในการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น จากปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 1,000 กก.ต่อไร่ สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศที่ 500 กก.ต่อไร่ เป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับผลผลิตต่อไร่ของเวียดนามและจีน ที่ 896 กก.ต่อไร่ แต่ไทยต้องพัฒนาสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของภาวะโลกร้อน ที่ส่งผลให้มีการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืชที่รุนแรงมากขึ้น

"การพัฒนาสินค้าอาหารต้องสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค ที่เปลี่ยนจากสังคมชนบทสู่สังคมเมือง มีอำนาจการซื้อเพิ่มขึ้น ต้องการอาหารที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ เช่น จมูกข้าว ที่มีกาบ้าบำรุงสมอง ข้าวบรรจุถุงที่มีขนาดเล็กลง นวัตกรรมทางด้านการเกษตรเหล่านี้ ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง " นายมนตรี กล่าว

การดำเนินการดังกล่าวผู้ประกอบการรายใหญ่ทำไปแล้ว เช่น การปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ในโรงเรือนปิด ป้องกันโรคระบาดและภัยธรรมชาติอื่นๆได้ การใช้ระบบดาวเทียม เพื่อควบคุมเครื่องมือการเกษตร ลดการใช้แรงงานมนุษย์ แต่เกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่ ยังมีการพัฒนาด้านนี้น้อย เพราะต้องใช้เงินลงทุนสูง การแก้ปัญหาเกษตรกรต้องรวมกลุ่มเพื่อพัฒนาไปพร้อมๆกัน การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยส่งผลให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสนใจภาคการเกษตรมากขึ้น

“ การลดพื้นที่การปลูกข้าวเหลือ 48 ล้านไร่ ในระบบชลประทานจะทำให้ได้ผลผลิต 31.8 ล้านตันข้าวเปลือก เป็นข้าวข้าวหอมมะลิ 2.4 ล้านตันข้าวเปลือก ผลผลิตต่อไร่ที่ 400 กก. และข้าวขาว 29.4 ล้านตันข้าวเปลือก สามารถเก็บทำพันธุ์ได้ 1 ล้านตันข้าวเปลือก เหลือ 30.8 ล้านตันข้าวเปลือก หรือ 20 ล้านตันข้าวสาร ส่วนนี้จะใช้เพื่อ บริโภคในประเทศ 10 ล้านตัน ข้าวสาร ส่งออก 7 ล้านตัน ข้าวสาร แปรรูปและสต็อก 1 ล้านตันข้าวสาร” นายมนตรี กล่าว

การปลูกข้าวของไทยจำเป็นต้องการวางแผนและจัดโซนนิ่ง ประเทศที่มีการเพาะปลูกข้าว เช่น พม่า กัมพูชา ปากีสถาน อินเดีย มีศักยภาพมากที่จะพัฒนาพื้นที่ปลูกข้าวที่มีอยู่แซงไทยได้