การเมืองนิ่งหนุนศก.ฟื้นครึ่งปีหลัง ธปท.หั่นเป้าจีดีพีเหลือ 1.5% ลงทุนรัฐ-เอกชนหนุน ปรับเพิ่มจีดีพีปีหน้าเติบโต5%
กนง. ปรับคาดการณ์ "จีดีพี" ปีนี้เหลือ 1.5% จาก 2.7% ชี้ดีขึ้นจากที่เคยมองต่ำกว่า 1% เหตุการเมืองชัด นโยบายการคลังกลับสู่ปกติ ดันใช้จ่ายภาครัฐ-เอกชนดีขึ้น มองปีหน้าโต 5% พร้อมมีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยที่ 2% หลังประเมินนโยบายการเงินผ่อนคลายพอแล้ว แนะจับตาเงินเฟ้อระยะต่อไป หวั่นการส่งออกไม่ช่วยหนุนเศรษฐกิจ ขณะนักวิเคราะห์ชี้ส่งออกฟื้นตัวต่ำกว่าคาด
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วานนี้ (18 มิ.ย.) คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.0% และปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ลงเหลือ 1.5% จากประมาณการเดิมที่มีการพิจารณาเมื่อเดือนมี.ค. ซึ่งอยู่ที่ 2.7%
การปรับลดประมาณการเศรษฐกิจของธปท.เป็นไปในทิศทางเดียวกับหน่วยงานด้านเศรษฐกิจอื่นและสำนักงานวิจัยหลายแห่ง แต่น้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าตัวเลขของธปท.น่าจะมากกว่า 2%
ก่อนหน้านั้น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ จากเดิม 4% เหลือ 2.6% สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับลดจาก 3.0-4.0% เหลือ 1.5-2.5%
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ กนง.กล่าวว่าประมาณการเศรษฐกิจของธปท.ที่ 1.5% ถือเป็นตัวเลขที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกับตัวเลขที่ธปท.ได้ปรับและใช้เป็นการภายในเมื่อเดือนเม.ย. ซึ่งขณะนั้นมองการเติบโตต่ำกว่า 1%
"ก่อนหน้านั้นประมาณเดือนมี.ค. เราประเมินไว้ที่ 2.7% พอมาเดือนเม.ย. หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจจริงไตรมาสแรกออกมา ซึ่งต่ำกว่าที่ทุกฝ่ายในตลาดได้คาดการณ์เอาไว้มาก ทำให้เราปรับตัวเลขที่ใช้เป็นการภายในใหม่เหลือไม่ถึง 1% แต่มาครั้งนี้ ซึ่งเป็นการประเมินล่าสุด ได้นำปัจจัยต่างๆ มาพิจารณาประกอบ ซึ่งเห็นว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้นในไตรมาส 2 และจะดีชัดเจนขึ้นในครึ่งปีหลัง จึงได้ปรับประมาณการเติบโตใหม่เป็น 1.5% ส่วนรายละเอียดอยากให้รอฟังแถลงนโยบายการเงินวันที่ 27 มิ.ย.นี้
ปรับเพิ่มจีดีพีปีหน้าเติบโต 5%
ส่วนตัวเลขการเติบโตในปีนี้ที่ 1.5% เป็นการประเมินบนสมมติฐานที่ว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 2 แต่ตัวเลขเฉลี่ยครึ่งปีแรกยังคงติดลบ 0.5% และจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง โดยการเติบโตน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3.4-3.5% ขณะเดียวกัน กนง. ยังได้ปรับตัวเลขคาดการณ์ในปี 2558 ใหม่ โดยเพิ่มเป็น 5% จากตัวเลขเดิมที่ประเมินไว้ตอนเดือนมี.ค. ซึ่งอยู่ที่ 4.8%
สำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่น่าจะเริ่มเห็นผลชัดเจนในครึ่งปีหลัง มาจากการใช้จ่ายของภาครัฐและภาคเอกชนที่มีแนวโน้มดีขึ้น หลังสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มมีความชัดเจน โดยกลไกการบริหารเศรษฐกิจเริ่มกลับมาทำงานได้ตามปกติ และนโยบายการคลังก็เริ่มมีบทบาทในการสนับสนุนเศรษฐกิจที่มากขึ้น
นายไพบูลย์ กล่าวด้วยว่า ด้วยเหตุนี้ กนง. จึงมองว่านโยบายการเงินในปัจจุบัน ถือเป็นระดับที่มีความผ่อนคลายเพียงพอ ที่จะสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ที่ประชุมจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 เสียง เห็นชอบให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2% โดย กนง. จะยังติดตามพัฒนาการทางเศรษฐกิจ และการเงินอย่างใกล้ชิด
เกาะติดเงินเฟ้อใกล้ชิด-หวั่นเร่งตัว
ประเด็นที่ต้องติดตามในระยะต่อไป คือ การส่งออกที่ฟื้นตัวช้า อาจไม่สามารถช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจโดยรวมขยายตัวได้ดีในระยะต่อไปได้อย่างที่เคยคาดหวัง
"คาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวจากการใช้จ่ายของภาครัฐ และภาคเอกชนที่มีแนวโน้มดีขึ้น หลังสถานการณ์การเมืองเริ่มมีความชัดเจน แต่ยังมีความเสี่ยงจากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวที่อาจฟื้นตัวช้า" นายไพบูลย์ กล่าว
ส่วนแนวโน้มเงินเฟ้อนั้น เขากล่าวว่า แรงกดดันระยะต่อไปอาจเพิ่มขึ้นบ้าง ตามราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ที่ปรับขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และได้ส่งผ่านไปยังราคาอาหารสำเร็จรูป เพียงแต่แรงกดดันที่เพิ่มขึ้น ยังไม่ถึงกับน่าเป็นห่วง เพราะว่า ธปท.ยังไม่เห็นการขยายวงไปสู่สินค้าหมวดอื่นๆ โดยการปรับเพิ่มของราคาสินค้า ยังทำได้อย่างจำกัด และเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งเป็นเป้าหมายในการดำเนินนโยบายการเงินของ กนง. ก็ยังเฉลี่ยอยู่ตรงกึ่งกลางของเป้าหมาย
เขายอมรับว่า เงินเฟ้อยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามไม่สามารถประมาทได้ โดยเฉพาะระยะข้างหน้าเศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจนขึ้น ซึ่งอาจมีแรงกดดันจากความต้องการซื้อในประเทศ ทำให้เงินเฟ้อระยะข้างหน้ามีโอกาสเร่งตัวขึ้นได้เช่นกัน
สัญญาณส่งออกปีนี้ฟื้นตัวล่าช้า
ด้านนายอมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัยเศรษฐกิจและตลาดเงิน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจของ กนง. ล่าสุดที่ 1.5% ถือเป็นตัวเลขเดียวกับที่สำนักวิจัยได้ประเมินเอาไว้ โดยตัวเลขใหม่ที่ออกมานี้ น่าจะเป็นเครื่องยืนยันว่า แม้สถานการณ์ทางการเมืองจะเริ่มคลี่คลายในทางที่ดีขึ้น แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยคงไม่ได้เร็วขึ้นอย่างชัดเจน
“การประเมินของ กนง. ก็น่าจะเป็นเครื่องยืนยันว่า แม้การเมืองจะคลี่คลายแต่เศรษฐกิจก็ไม่สามารถฟื้นกลับมาได้เร็ว สาเหตุเพราะปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากเรื่องการเมืองเพียงอย่างเดียว ส่วนหนึ่งเป็นปัญหาสะสมจากหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นด้วย ดังนั้นแม้การเมืองจะเริ่มคลี่คลาย แต่การบริโภคก็คงไม่สามารถกลับมาได้อย่างรวดเร็วนัก”นายอมรเทพกล่าว
ส่วนกรณีที่ กนง. ส่งสัญญาณว่า การส่งออกสินค้าของไทยในปีนี้ การฟื้นตัวอาจเป็นไปอย่างล่าช้าจึงอาจไม่ได้ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมให้ขยายตัวดีขึ้นในระยะต่อไปนั้น เรื่องนี้ทางสำนักวิจัยฯ ยังเชื่อว่า การส่งออกครึ่งปีหลักน่าจะมีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนขึ้นได้ เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก สาเหตุเพราะเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปที่ดีขึ้น น่าจะส่งผลดีต่อการส่งออกของหลายประเทศ รวมทั้งไทยด้วย
“การส่งออกที่ผ่านมาที่ยังไม่ค่อยดีนัก เป็นเพราะช่วงไตรมาสแรกเศรษฐกิจสหรัฐการฟื้นตัวไม่ได้ชัดเจนนัก ทำให้การส่งออกสินค้าของหลายประเทศที่ส่งไปสหรัฐจึงยังไม่ค่อยดี ส่งผลต่อภาพรวมการส่งออกของไทยด้วย ซึ่งถ้าเศรษฐกิจสหรัฐกลับมาดีได้ และทำให้การส่งออกในเอเชียกลับมาดีขึ้น เชื่อว่า การส่งออกของไทยก็น่าจะดีขึ้นตามด้วยเช่นกัน” นายอมรเทพ กล่าว
ทุนเคลื่อนย้ายอยู่ในเกณฑ์พอใจ
นายไพบูลย์ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของเงินทุนเคลื่อนย้ายนั้น หลังจากที่ กนง. ได้ติดตามดูข้อมูลก็รู้สึกพอใจที่ ธปท. สามารถกำกับดูแลเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนได้ดีทั้งในเรื่องของความผันผวน รวมทั้งระดับความเหมาะสมที่เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมทั้งการทำธุรกิจของภาคเอกชน
"กนง.ได้พิจารณาอย่างละเอียดไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนย้ายเงินทุนของต่างประเทศในตลาดโลก ถือว่ามีเสถียรภาพมากขึ้น หรือแม้แต่ในประเทศเอง ไม่ว่าจะเป็นในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ตลาดหุ้น หรือตลาดพันธบัตร ถือว่ามีเสถียรภาพที่ดี" นายไพบูลย์ กล่าว
สำหรับความเห็นของ กนง. ที่มีต่อเศรษฐกิจโลก มองว่าเศรษฐกิจประเทศหลักอย่างสหรัฐ มีการขยายตัวได้จากตลาดแรงงานและตลาดที่อยู่อาศัยซึ่งปรับตัวดีขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจกลุ่มยูโรและญี่ปุ่นฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ความเสี่ยงจากภาคการเงินและการชะลอตัวทางเศรษฐกิจจีนปรับลดลงบ้างในระยะสั้น เศรษฐกิจเอเชียมีแนวโน้มทรงตัว โดยการส่งออกยังเป็นแรงขับเคลื่อน ขณะที่อุปสงค์ในประเทศชะลอลง
ซิตี้แบงก์คาดจีดีพีไทยครึ่งปีหลังขยายตัว
นายจุน ตรินิแดด นักเศรษฐศาสตร์ซิตี้แบงก์ ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจไทยและฟิลิปปินส์ คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้งปีนี้แม้จะโต 0.5% จากการเทียบปีต่อปี แต่หากเทียบเป็นรายไตรมาสถือว่ามีพัฒนาการเติบโตแข็งแกร่งขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ด้วยเหตุผล 2 ข้อ คือ ข้อแรกการฟื้นตัวมีให้เห็นช่วงครึ่งปีหลัง ได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ความรู้สึกผู้บริโภคดีขึ้น จากความพึงพอใจในพัฒนาการภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจการเมือง ทำให้มีการใช้จ่ายเพื่อบริโภคราว 5-6 หมื่นล้านบาท เทียบเท่า 1-1.2% ของ จีดีพี เป็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปไม่ใช่ฟื้นแบบวีเชฟเหมือนอดีต ความรู้สึกผู้บริโภคดีขึ้นทำให้ไทยสามารถหลุดพ้นจากภาวะถดถอยได้
ตัวเลขการเติบโตปานกลางไตรมาสเทียบไตรมาส ทำให้การเติบโตของจีดีพีเป็นบวกมากขึ้น เขาจึงคาดว่าตัวเลขใน 2 ไตรมาสสุดท้าย หรือช่วงครึ่งหลังปีนี้จะแข็งแกร่งขึ้น ที่สำคัญกว่านั้นคือเขามองว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลชั่วคราว จัดทำแผนงบประมาณชัดเจนขึ้น มีการใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคช่วยเพิ่มการลงทุน หลังจากล่าช้าในการจัดทำใช้งบประมาณปีนี้
นายจุน กล่าวว่าหากมองแง่บวกมากขึ้นในปีหน้าให้จีดีพีโตราว 3% เป็นการมองการเติบโตปีหน้าแบบรอบคอบ เพราะไม่คิดว่าการส่งออกจะขยายตัวแข็งแกร่ง ตลาดส่งออกคิดเป็นสัดส่วน 15%ของจีดีพี ถือว่ามีสัดส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยมาก การมองแนวโน้มการส่งออกอย่างรอบคอบเพราะการฟื้นตัวของภาคครัวเรือนในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อย อาจทำให้การฟื้นตัวการส่งออกไทยไม่แข็งแกร่งมากนัก
นายจุน ย้ำว่า มีตัวเลขน่าพอใจออกมาจากสหรัฐ ยูโรโซนหลุดพ้นจากความถดถอย มีการฟื้นตัวบ้างในญี่ปุ่น แต่ไม่ได้ทำให้ตัวเลขส่งออกในไทยหรือในหลายประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียนหรือในจีนแข็งแกร่งมากนัก









