"มนตรี"เสนอปรับกระบวนการผลิตข้าวจริงจังลดพื้นที่เหลือ 48ล้านไร่ เพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น
นายมนตรี คงตระกูลเทียน ประธานคณะบริหารกลุ่มธุรกิจครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี กล่าวว่าบนพื้นฐานที่ไทยเป็นผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ มีความมั่นคงสูง และอยู่ในพื้นที่เอเชีย จึงเป็นโอกาสทั้งภาคการเกษตรและเศรษฐกิจ ของการค้าขายสินค้าอาหารในแถบนี้ อย่างไรก็ตามพื้นฐานของภาคการเกษตรที่สำคัญยังเป็นระบบชลประทาน ที่ควรจะพัฒนาให้ทั่วถึงโดยเฉพาะพื้นที่การปลูกข้าวที่เหมาะสม 48 ล้านไร่ เนื่องจากมีศักยภาพมากในการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น จากปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 1,000 กก./ไร่ สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศที่ไม่ถึง 500 กก./ไร่ เป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับผลผลิตต่อไร่ของเวียดนามและจีนที่ 896 กก.ไร่ แต่ทั้งนี้ไทยจะต้องพัฒนาสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของภาวะโลกร้อน ที่ส่งผลให้มีการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืชที่รุนแรงมากขึ้น ส่วนพื้นที่ทีเหลือก็ใช้ปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผัก ผลไม้เป็นต้น
นายมนตรี กล่าวว่า การพัฒนาสินค้าอาหารจะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงจากสังคมชนบทสู่สังคมเมือง มีอำนาจการซื้อเพิ่มขึ้น และต้องการอาหารที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ เช่น จมูกข้าว ที่มีกาบ้าบำรุงสมอง ข้าวบรรจุถุงที่มีขนาดเล็กลง เป็นต้น นวัตกรรมทางด้านการเกษตรเหล่านี้ จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรปรับลดลงและสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้
การดำเนินการเหล่านี้ปัจจุบันผู้ประกอบการรายใหญ่ดำเนินการไปแล้ว เช่นการปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ในโรงเรือนปิด ที่สามารถป้องกันโรคระบาดและภัยธรรมชาติอื่นๆได้ การใช้ระบบดาวเทียมเพื่อควบคุมเครื่องมือการเกษตร ลดการใช้แรงงานมนุษย์ เป็นต้น แต่เกษตรกรรายย่อยที่เป็นส่วนใหญ่ของประเทศยังมีการพัฒนาด้านนี้น้อยมาก เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสูง การแก้ปัญหาเกษตรกรจะต้องรวมเป็นกลุ่มใหญ่เพื่อพัฒนาไปพร้อมๆกัน ซึ่งการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจะส่งผลให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสนใจภาคการเกษตรมากขึ้น
"การลดพื้นที่การปลูกข้าวเหลือ 48 ล้านไร่ ในระบบชลประทานที่สมบูรณ์จะทำให้ได้ผลผลิต 31.8 ล้านตันข้าวเปลือก แยกเป็นข้าวข้าวหอมมะลิ 2.4 ล้านตันข้าวเปลือก ในอัตราผลลผิตต่อไร่ที่ 400 กก. และข้าวขาว 29.4 ล้านตันข้าวเปลือก สามารถเก็บทำพันธุ์ได้ 1 ล้านตันข้าวเปลือก เหลือ 30.8 ล้านตันข้าวเปลือก หรือ 20 ล้านตันข้าวสาร ในส่วนนี้จะใช้เพื่อ บริโภคในประเทศ 10 ล้านตัน ข้าวสาร ส่งออก 7 ล้านตัน ข้าวสาร แปรรูปและสต็อก 1 ล้านตันข้าวสาร" นายมนตรี กล่าว
นายมนตรี กล่าวว่า การปลูกข้าวของไทยจำเป็นต้องกมีการวางแผนและจัดโซนนิ่งอย่างเหมาะสม เพราะประเทศที่มีการเพาะปลูกข้าว เช่นพม่า กัมพูชา ปากีสถาน อินเดีย เหล่านี้มีศักยภาพมากที่จะพัฒนาพื้นที่ปลูกข้าวที่มีอยู่แซงไทยได้ ในขณะที่วัฎจักร ของเศรษฐกิจกำกลังจะเวียนมาเกิดขึ้นกับประเทศไทยเช่นเดียวกันที่เคยเกิดในไตหวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่นที่เดิมเป็นประเทศปลูกข้าวรายใหญ่ แต่ที่ดินถูกพัฒนาไปสู่อสังหาริมทรัพย์ ประเทศพัฒนาไปสู่ไฮเทคโนโลยี ทำให้ปัจจัยการผลิตสูงขึ้น ที่ดินแพง ทำให้ปัจจุบันมีการผลิตข้าวลดลง
"โครงการรับจำนำข้าวเพื่อยกระดับราคาขึ้นมานั้น เป็นผลให้รัฐบาลอินเดียออกนโยบายระบายข้าวคุณภาพต่ำในสต็อก ตันละ 6,500 บาท ทำให้ราคาข้าวของไทยปรับลดลง และไม่สามารถอยู่ได้ในระดับราคาเดียวกันเพราะไทยมีต้นทุนที่สูงกว่า รัฐบาลจึงประกันราคาสูงถึงตันละ 15,000 บาท เกิดการขาดทุนเมื่อต้องระบายข้าวออกสู่ตลาดในราคาที่ต่ำกว่า ทุกตันที่ขายไปจึงเหมือนกับว่าเอาเงินไทยไปเลี้ยงชาวโลก ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่จะปรับกระบวนการผลิตข้าวใหม่ และพิจารณาต้นทุนการผลิตอย่างจริงจัง" นายมนตรี กล่าว









