วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เล็งเสนอคสช.แผนผลิตแรงงาน'ป้อนอุตฯ'

หวั่นแรงงานสายช่างขาดแคลน หลังผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต้องการแรงงานกว่า 1.5 หมื่นอัตรา "เปรมประชา"เล็งเสนอ คสช.รื้อระบบผลิตเด็กสายอาชีพ

นายเปรมประชา ศุภสมุทร นายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก และกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) เปิดเผย ปัจจุบันความต้องการแรงงานในสายอาชีพของประเทศไทยยังมีสูง โดยข้อมูลจากกรมการจัดหางานในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาระบุว่าได้รับแจ้งความต้องการแรงงาน (ตำแหน่งงานว่าง) จากนายจ้าง/สถานประกอบการ จำนวน 35,337 อัตรา โดยมีผู้มาสมัครงาน 49,233 คน และบรรจุงานได้ 33,290 คน ทั้งนี้

สำหรับอุตสาหกรรมที่มีความต้องการแรงงานมากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิต 15,431 อัตรา รองลงมาคือ การขายส่งและการขายปลีก การซ่อมยานยนต์ และจักรยานยนต์ 7,859 อัตรา ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร 1,977 อัตรา การบริหารราชการ การป้องกันประเทศ 1,536 อัตรา และการให้ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร 1,305 อัตรา

ทั้งนี้จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นว่า ความต้องการแรงงานในสายอุตสาหกรรมการผลิตมีสัดส่วนที่สูงมากที่สุด ซึ่งตรงกับสิ่งที่บริษัทเอกชนทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก สะท้อนปัญหาว่าการผลิตแรงงานในสายอาชีพ โดยเฉพาะสายช่างในประเทศไทย ยังมีไม่เพียงพอกับความต้องการ โดยข้อมูลปัจจุบันนักเรียนสายอาชีพที่อยู่สถาบันศึกษาอาชีวะทั่วประเทศ มีประมาณ 6.3 แสนคน อยู่ในสายช่างอุตสาหกรรม 3.4 แสนคน และนอกสายช่างอุตสาหกรรม ได้แก่ พาณิชยกรรม สารสนเทศ คหกรรม ประมง เกษตร ศิลปกรรม และสิ่งทอ ประมาณ 2.9 แสนคน

เสนอคสช.วางแผนผลิตนร.ช่างป้อนตลาด

"จะเสนอแนวทางการผลิตแรงงานสายอาชีพให้พอเพียงและมีคุณภาพให้กับ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายสังคมและจิตวิทยา ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ดูแลหน่วยงานด้านการศึกษาให้พิจารณาการวางแผนผลิตนักเรียนระดับอาชีวะศึกษา ให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานและภาคเอกชน โดยแนวทางการพัฒนาการผลิตแรงงานสายอาชีพ ที่จะนำเสนอจะเป็นการกำหนดนโยบายที่เหมาะสมให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตบุคลากรสายอาชีพ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา สำนักงานการศึกษาเอกชน รวมทั้งสถาบันการอาชีวะศึกษาทั้ง 19 แห่งทั่วประเทศด้วย”

นายเปรมประชา กล่าวอีกว่า ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา จะต้องให้ความสำคัญกับการผลักดันเรื่องเส้นทางอาชีพของนักเรียนที่เรียนสายอาชีพ ให้สามารถเจริญเติบโตในหน้าที่การงานได้ ทั้งในหน่วยงานของภาครัฐและเอกชน และประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อแนะแนวการศึกษาในสายอาชีพให้กับนักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อให้เห็นเส้นทางอาชีพที่ชัดจน

นอกจากนั้นจะต้องผลักดันการสร้างนักเรียนสายอาชีพ โดยเฉพาะสายช่างผ่านมาตรการการเงิน เช่น การเพิ่มเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาในสาขาช่างที่ขาดแคลน อาทิ ช่างยนต์ ช่างซ่อมคอมพิวเตอร์ ซึ่งเมื่อมีความชัดเจนในมาตรการต่างๆ แล้วจะสามารถชี้แจงให้กับผู้ปกครองให้เปลี่ยนทัศนคติที่ไม่ดีต่อการส่งบุตรหลานไปเรียนในสายอาชีพได้

หนุนคุมกำเนิดร.ร.เอกชนไม่มีสายช่าง

สำหรับการดำเนินการของสำนักงานการศึกษาเอกชน จะต้องมีการควบคุมไม่ให้มีการเปิดสถาบันการศึกษาอาชีวะในจำนวนที่มากเกินไป โดยเฉพาะในสถาบันการศึกษาที่เปิดการสอนในสาขาที่ไม่ใช่ช่าง เช่น การบัญชี การโรงแรม การตลาด ซึ่งปัจจุบันเป็นสาขาที่มีการผลิตนักเรียนออกมามากเกินความต้องการของตลาดแรงงาน

ในขณะที่ควรส่งเสริมให้มีการผลักดันให้โรงเรียนอาชีวศึกษาของเอกชน มีการเปิดการเรียนการสอนในสายช่างให้มีสัดส่วนสูงขึ้น และเน้นการผลิตนักเรียนให้มีคุณภาพอย่างเข้มข้น โดยกระทรวงศึกษาธิการจะต้องสนับสนุนในด้านข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์แรงงานว่า ในอนาคตตลาดมีความต้องการช่างสาขาใด เพื่อให้สถานศึกษาวางแผนผลิตช่างได้ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน และตรงกับความต้องการของพื้นที่ที่มีความต้องการทักษะช่างแตกต่างกันตามอุตสาหกรรมที่อยู่ในพื้นที่เดียวกับสถานศึกษา

นายเปรมประชา กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันสถาบันการศึกษาภาคตะวันออกได้ส่งเสริมการผลิตบุคลากรสายช่างให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมที่อยู่ในอีสเทิร์นซีบอร์ด และมีความร่วมมือกับบริษัทเอกชนหลายแห่งที่มีฐานการผลิตอยู่ในพื้นที่ เช่น บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ “อีสวอเตอร์” ในการส่งนักเรียนอาชีวะในพื้นที่ไปฝึกงานกับบริษัท เพื่อเพิ่มทักษะวิชาชีพให้มีประสบการณ์มากขึ้นก่อนที่จะเริ่มทำงานจริง

นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือทางด้านวิชาการกับสถานศึกษาในระดับอาชีวศึกษาในหลายประเทศ เช่น จีน ฟิลิปปินส์ และเยอรมัน โดยในเร็วๆนี้จะมีการเปิดหลักสูตรอาชีวอินเตอร์ โดยใช้หลักสูตรวิชาช่างจากประเทศเยอรมันมาปรับใช้กับการเรียนการสอนให้กับนักเรียนอาชีวะในไทย ซึ่งได้รับความสนใจจากบริษัทเอกชนหลายแห่ง โดยคาดว่าจะเริ่มเปิดสอนได้ภายในปีการศึกษา 2558 นี้

แรงงานกัมพูชากว่าแสนคนแห่กลับบ้าน

องค์กรผู้โยกย้ายถิ่นฐานระหว่างประเทศระบุว่าชาวกัมพูชาที่เดินทางออกจากไทย กลับเข้าประเทศนั้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีจำนวนถึง 70,000 คน ขณะที่นายกอร์ ซัม โสเริจ ผู้ว่าราชการจังหวัดบันทายมีชัย กล่าวว่า ชาวกัมพูชาหลั่งไหลกลับเข้าประเทศเหมือนเขื่อนแตก การเดินทางกลับประเทศในจำนวนมากเช่นนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยในเวลาเพียง 1 สัปดาห์ชาวกัมพูชามากกว่า 110,000 คนได้เดินทางกลับจากไทยเข้ามายังกัมพูชา

นายกอร์กล่าวว่า ชาวกัมพูชาส่วนใหญ่เข้าไปทำงานในไทยโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน

ด้านนายพาย สีพัน โฆษกรัฐบาลกัมพูชา กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานกำลังติดตามสถานการณ์บริเวณแนวชายแดน และเจ้าหน้าที่ได้ส่งรถบรรทุกรวมถึงรถยนต์เกือบ 300 คันไปช่วยลำเลียงประชาชนที่ข้ามแดนกลับเข้ามา พร้อมกล่าวแสดงความหวังว่ารัฐบาลไทยจะดูแลคนกัมพูชาอย่างมีมนุษยธรรมและตามกฎหมาย

นายพายเสริมว่าไม่ได้ยินว่ามีชาวกัมพูชาคนใดถูกทหารไทยยิงเหมือนที่สื่อท้องถิ่นรายงานในพนมเปญเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ทั้งนี้ รายงานข่าวระบุว่ามีชาวกัมพูชาประมาณ 400,000 คนทำงานในไทย

รถขนแรงงานกัมพูชาแหกโค้งดับ7ศพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 00.00 น.ของวันที่ 15 มิ.ย. ร.ต.ท.สามารถ เมืองมุสิก พนักงานสอบสวน สภ.ราชสาส์น จ.ฉะเชิงเทรา ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุ มีรถยนต์กระบะเสียหลักแหกโค้งตกถนน ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตจำนวนมาก ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณกลัก กม.ที่ 23-24 ถนนสาย 304 ฉะเชิงเทรา-กบินทร์บุรี ด้านฝั่งขาออก มุ่งหน้าชายแดนอรัญประเทศ พื้นที่ ม.5 ต.เมืองใหม่ อ.ราชสาส์น

ที่เกิดเหตุพบรถยนต์กระบะ ยี่ห้อ อีซูซุ สีขาวแบบตอนครึ่ง (มีแค็ป) ทะเบียน บท-7856 จ.สระแก้ว พุ่งตกลงไปชนเข้ากับต้นไม้ข้างทางด้านซ้าย สภาพพังยับเยินจนทำให้มีผู้ติดคาอยู่ภายในซากรถจำนวนหลายราย นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก อาสาสมัครหน่วยกู้ภัยพนมสารคาม จึงได้ให้การช่วยเหลือลำเลียงนำส่งไปยัง รพ.พนมสารคาม อาสาหน่วยกู้ภัยฯ ต้องใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมง จึงสามารถนำเครื่องตัดถ่าง ตัดช่วยนำร่างของผู้เสียชีวิตที่ติดคาอยู่ภายในซากรถออกมาได้จำนวน 3 ราย และพบเสียชีวิตภายนอกรถอีกจำนวน 3 ราย ส่วนคนเจ็บรวมจำนวน 14 คน ได้ถูกลำเลียงนำส่งไปยัง รพ.พนมสารคาม และเสียชีวิตในเวลาต่อมาอีก 1 ราย หลังจากถูกนำส่งไปถึงยัง รพ.พนมสารคาม แล้ว

ตรวจสอบภายในบริเวณจุดเกิดเหตุ ไม่พบหลักฐานใดๆ ที่สามารถยืนยันระบุถึงตัวบุตคลของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บได้ แต่พบเงินสดติดตัวมาจำนวนกว่า 5 หมื่นบาท ขณะเดียวกันคนขับรถซึ่งเป็นชาวไทยนั้น ได้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุด้วย

ร.ต.ท.สามารถ กล่าวว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า รถขนแรงงานต่างด้าวดังกล่าวนี้ ได้ขนแรงงานชาวกัมพูชาที่กำลังหลั่งไหลพากันเดินทางกลับบ้านสู่ภูมิลำเนาในประเทศของตนเอง มีต้นทางออกมาจากในเขต จ.สมุทรปราการ เพื่อเดินทางมุ่งหน้าไปยังที่ด่านชายแดนอรัญประเทศ แต่เมื่อมาถึงยังจุดเกิดเหตุคาดว่า ยางรถที่ล้อหลังด้านซ้ายอาจเกิดการระเบิด จึงทำให้รถเสียการทรงตัว พุ่งลงไปยังข้างทาง และชนเข้ากับต้นไม้ จึงทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากดังกล่าว