คสช.ถกรอบแรก"ปฏิรูปพลังงาน" ไร้ข้อสรุป เตรียมตั้งประธานบอร์ดปตท.คนใหม่พรุ่งนี้ หลัง'ปานปรีย์'ยื่นลาออก
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จัดประชุมผู้แทนหน่วยงานด้านพลังงานและภาคเอกชน เพื่อหารือปรับโครงสร้างราคาพลังงาน เป็นครั้งแรก แม้ยังหาข้อยุติไม่ได้ แต่ตั้งเป้าว่าจะหาข้อสรุปภายในเดือนมิ.ย.นี้ โดยจะมีการประชุมร่วมกันอีก 2 ครั้ง
การประชุมวานนี้(15 มิ.ย.) พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ในฐานะรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รับผิดชอบฝ่ายเศรษฐกิจ เชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวกับพลังงาน อาทิ กระทรวงพลังงาน บริษัทปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. สำนักงานกฤษฎีกา กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต พร้อมด้วยภาคเอกชนที่สนใจด้านพลังงาน อาทิ คุณหญิงทองทิพ รัตนรัต นายมนูญ ศิริวรรณ นายบรรยง พงษ์พานิช ผู้แทนกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตส.ว. กทม. นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค โดยใช้เวลาการประชุมนานกว่า 4 ชั่วโมง
พล.อ.อ.ประจิน กล่าวภายหลังการประชุมว่ายังไม่สามารถสรุปได้ เนื่องจากเป็นเวทีรับฟังความคิดเห็นและเก็บข้อมูลเพื่อนำไปพิจารณาในการปรับโครงสร้างราคาพลังงานของประเทศ
พล.อ.อ.ประจินกล่าวว่าประเด็นการหารือทั้งหมดมี 4 ประเด็น ได้แก่ 1.รับฟังข้อคิดเห็นด้านโครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซ เพื่อให้การพิจารณาเกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกภาคส่วน 2.สอบถามความเห็นเกี่ยวกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นกองทุนฯที่ดูแลเสถียรภาพพลังงานไม่ให้ผันแปรมากนัก ซึ่งปัจจุบันควรปรับปรุงแบบใด
3. หารือถึงความเข้าใจที่ไม่ตรงกันในเรื่องการใช้ก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี)ในธุรกิจปิโตรเคมี และภาคครัวเรือน และ 4. หารือถึงความจำเป็นที่ต้องเปิดแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ซึ่งขณะนี้ในแต่ละประเด็นยังไม่ได้ข้อสรุป
พล.อ.อ.ประจิน กล่าวอีกว่าจะมีหารือในลักษณะเดียวกันอีก 1-2 ครั้งภายในเดือนมิ.ย. 2557 แต่จะเชิญองค์กรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องและต้องการนำเสนอข้อมูลมาร่วมหารือเพิ่มเติม ก่อนที่จะนำเสนอคสช.เพื่อให้ข้อคิดเห็นและจัดลำดับเรื่องเร่งด่วนไป
"คาดว่าแนวคิดการปฏิรูปพลังงานทั้งระบบจะเสร็จสิ้นเดือนภายในเดือน มิ.ย.2557 นี้ แต่ในทางปฏิบัติอาจดำเนินการบางส่วนที่ทำได้ก่อน แต่ยืนยันว่าการปฏิรูปพลังงานจะต้องสอดคล้องกับการปฏิรูปประเทศไทยแน่นอน"
พล.อ.อ.ประจิน กล่าวพอใจบรรยากาศการประชุม ซึ่งเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีบรรยากาศที่ดี เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่การขอร้องให้แต่ละฝ่ายอย่าโพสต์ความคิดเห็นตอบโต้กันทางโซเชียลมีเดียในระหว่างนี้
เห็นร่วมดูแลผลประโยชน์ประชาชน
ด้านนางรสนา โตสิตระกูล อดีตสว.กรุงเทพ ในฐานะแกนนำกลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย กล่าวว่ามีการนำเสนอต่อที่ประชุมในหลายประเด็น โดยในเรื่องการต้นทุนแอลพีจี เห็นว่ามติคณะรัฐมนตรีในสมัยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่มีความชัดเจนในการที่เปิดโอกาสให้กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีเป็นผู้ที่มีสิทธิ์ได้ใช้แอลพีจีก่อนภาคครัวเรือน จนทำให้แอลพีจีที่ผลิตได้ในประเทศมีไม่เพียงพอ และต้องมีการนำเข้า โดยเห็นว่าภาคครัวเรือนควรที่จะมีสิทธิ์ได้แอลพีจีให้เพียงพอเสียก่อน
นอกจากนี้ยังไม่เห็นด้วยที่มีการนำกองทุนน้ำมันไปใช้ในการอุดหนุนน้ำมันอี 85 เพื่อให้ราคาถูกลง โดยมองว่าควรจะทำให้เนื้อน้ำมันอี85 เป็นราคาที่สะท้อนต้นทุนจริง
ส่วนประเด็นสำคัญที่มีการหยิบยกมาพูดถึงคือเรื่องของการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ทางกลุ่มเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของคนทั้งประเทศ รัฐจึงไม่ควรที่จะรีบสรุปว่าจะดำเนินการแบบใด แต่ควรจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างรอบคอบเสียก่อน
"การหารือในครั้งนี้ มีข้อสรุปที่พอจะตรงกันบ้างคือทุกฝ่ายต่างเห็นถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง เพียงแต่จะต้องมาคุยกันในรายละเอียดว่า ที่บอกว่ามองถึงประโยชน์ของประชาชนนั้นจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง "นางรสนา กล่าว
ส่วนความเป็นไปได้ที่จะปรับโครงสร้างพลังงานให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนมิ.ย.หรือไม่นั้น น.ส.รสนา กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ในช่วงการเริ่มต้น แต่ไม่อยากให้มองว่าจะต้องเสร็จภายในสิ้นเดือนมิ.ย.นี้ ทันที การดำเนินการอาจจะทำทีละขั้นตอน พร้อมทั้งดูเส้นทางการปรับให้เกิดความเป็นธรรม
ด้าน มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี หนึ่งในแกนนำกลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย ซึ่งเข้าร่วมหารือในครั้งนี้ด้วยกล่าวว่าบรรยากาศการหารือในครั้งนี้เป็นไปด้วยดี โดยประธานได้เปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายได้นำเสนอข้อมูลของตัวเอง โดยที่ไม่มีการอภิปรายโต้กันไปโต้กันมา ทำให้ประธานได้รับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย ซึ่งทางกลุ่มได้มีการนำเสนอข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงจากภาครัฐ ที่ยังมีความไม่ชัดเจนในหลายประเด็น โดยในการหารือครั้งต่อไป ก็ควรจะมีการพูดคุยกันโดยเหตุและผลในลักษณะนี้อีกและเชื่อว่า น่าจะมีทางออกร่วมกัน
'ปานปรีย์'ไขก๊อกประธานบอร์ดปตท.
ด้านนายปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตประธารคณะกรรมการบริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าวานนี้(15มิ.ย.) ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งประธานบอร์ดปตท.แล้ว คงจะมีผลวันนี้(16มิ.ย.) โดยนายปานปรีย์ ให้เหตุผลการยื่นหนังสือลาออกจากประธานบอร์ดปตท.ว่า เพราะต้องการเปิดทางให้คสช.ได้มีการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจตามนโยบายของคสช.ที่ประกาศไว้ ยืนยันไม่ได้มีแรงกดดันใดๆ จากใครทั้งสิ้น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้น ในฐานะที่มาจากทางการเมืองก็ต้องออกไปในเมื่อการเมืองเปลี่ยนไป ซึ่งได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลายครั้งแล้ว
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าปตท.เป็นองค์ใหญ่และสำคัญมาก หากคสช.เห็นว่ามีความสำคัญที่จะต้องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจถือเป็นสิ่งที่ดี ที่จะทำให้องค์กรใหญ่อย่างปตท.สามารถเดินหน้าจะเติบโตได้
ตั้งประธานบอร์ดคนใหม่17มิ.ย.
สำหรับนายปานปรีย์ได้รับการแต่งตั้งจากบอร์ดปตท.เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2556 ให้เป็นประธาน จากนั้นวันที่ 5 ก.ค.2556 บอร์ดก็ได้อนุมัติตำแหน่งประธานบอร์ดอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ดังเป็นเวลาเกือบ 1 ปีที่นายปานปรีย์เข้ามารับตำแหน่งประธานบอร์ดปตท. ซึ่งก็มีหลายเรื่องที่นายปานปรีย์ ได้ให้นโยบายกับปตท. โดยเฉพาะการบริหารงานเพื่อสร้างความโปร่งใส เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ปตท.มักจะถูกสังคมไม่ไว้วางใจในการบริหาร ที่ยังมองว่าไม่โปร่งใส ที่สำคัญเป็นองค์กรที่มักถูกการเมืองครอบงำมาตลอด
พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่าจะนำเรื่องสู่การพิจารณาขอฝ่ายเศรษฐกิจกระทรวงการคลังในวันที่ 17 มิ.ย. 2557 นี้ เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับประธานบอร์ดปตท.คนใหม่แทน
เผย"ปานปรีย์"คิดยื่นลาออกเมื่อ22พ.ค.57
แหล่งข่าวจากปตท. กล่าวว่าหลังจากมีคสช.เข้ามาบริหารประเทศเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 นายปานปรีย์ ก็ได้ตัดสินใจตั้งแต่วันนั้นแล้วที่จะลาออกจากประธานบอร์ดปตท. เพราะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงการบริหารประเทศใหม่ ในฐานะที่มาจากทางการเมืองก็ต้องออกไป เพื่อเปิดทางให้กับคสช.ได้ส่งผู้คนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารแทน
"คุณปานปรีย์บอกว่าในเมื่อการเมืองบริหารประเทศคนที่เข้ามาก็มาจากทางการเมือง แต่เมื่ออำนาจการบริหารเปลี่ยนไปเราก็ต้องออก อย่าไปติดยึดกับตำแหน่ง "แหล่งข่าวระบุ
แหล่งข่าว กล่าวอีกว่านายปานปรีย์ คิดที่จะยื่นลาออกมาตั้งแต่หลังคสช.เข้ามาบริหารประเทศ และได้ปรึกษากับผู้ใหญ่บางท่านโดยเสนอไปว่าขอลาออก แต่ผู้ใหญ่ยังไม่ตัดสินใจ มาวานนี้(15มิ.ย.)ในเมื่อทุกอย่างยังเงียบนายปานปรีย์จึงได้ตัดสินใจยื่นใบลาออก เพราะไม่ต้องการให้เข้าใจผิดว่าอยู่เพื่อผลประโยชน์ใดๆ









