หอการค้าต่างชาติมั่นใจพื้นฐานเศรษฐกิจไทย หวังนโยบายเศรษฐกิจชัดเจนใน2-3เดือน คาดจีดีพีในปีนี้โต3% หลังภาครัฐเดินหน้าลงทุน
หอการค้าต่างประเทศในไทยชี้แจงสื่อมวลชนต่างประเทศ ระบุยังมีความเชื่อมั่นในพื้นฐานเศรษฐกิจไทย และ หวังว่าจะเห็นนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจนภายใน 2-3 เดือนนี้
นายสแตนลี่ คัง ประธานหอการค้าต่างประเทศในไทย (JFCCT) กล่าวว่า นักลงทุนต่างประเทศยังมีความเชื่อมั่นและรู้สึกปลอดภัยในการทำธุรกิจในประเทศไทย และเชื่อว่าภาพลักษณ์ของไทยจะกลับมาได้เร็วๆ นี้ ผ่านการสื่อสารของสื่อมวลชน
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติอยากเห็นนโยบายเศรษฐกิจของไทยที่มีความชัดเจนภายใน 2-3 เดือนจากนี้เพื่อให้ทันกับการวางแผนธุรกิจในช่วงปีที่เหลือ
ในส่วนภาพรวมเศรษฐกิจของไทย เชื่อว่าจีดีพีจะมีโอกาสขยายตัวได้ 3% ตามที่ธนาคารโลกคาดการณ์ไว้ และหากไทยมีรัฐบาลในช่วงเดือนต.ค. จะทำให้การลงทุนของไทยยังคงมีต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีแรกซึ่งเป็นการลงทุนคงค้างเดิมอยู่ แต่จะดึงการลงทุนใหม่ต้องมีแผนที่ชัดเจน
หอการค้าไทยเตรียมโรดโชว์
ด้าน นายกลินท์ สารสิน กรรมการและเลขาธิการหอการค้าไทย กล่าวว่าความเชื่อมั่นของต่างชาติน่าจะดีขึ้นจากนี้ เพราะการทำงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ทำให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติเริ่มเห็นอนาคตของประเทศนับจากนี้ ส่วนการที่หลายประเทศอาจแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยต่อการรัฐประหารนั้น จะไม่กระทบต่อการค้าการลงทุน และต้องการให้นักธุรกิจต่างประเทศเดินทางเข้ามาไทยเพื่อเห็นบรรยากาศจริงว่าไม่ได้แย่อย่างที่คิด และไทยก็พร้อมเดินหน้าต่อไป
ทั้งนี้ หอการค้าไทย เตรียมเดินทางเพื่อโปรโมทการลงทุนในต่างประเทศ เริ่มต้นที่ เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นแผนการเดินทางเพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนอยู่แล้ว แต่จะมีการเพิ่มประเด็นการสร้างความเชื่อมั่นว่าไทยเข้าไป
"เราไม่ได้มาชี้แจงอะไร เป็นงานพบปะกันประจำปี ซึ่งเราจะบอกเขาว่า เดินทางเข้ามาดูของจริงดีกว่า การค้าตอนนี้ไม่ได้รับผลกระทบอะไร" นายกลินท์ กล่าว
ชี้ภาพรวมธุรกิจท่องเที่ยวฟื้นตัว
นายไบรอัน ซินแคลร์ ทอมสัน รองประธาน JFCCT กล่าวว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาความวุ่นวายภายในประเทศไทยเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป แต่ในภาพรวมไทยยังเป็นประเทศที่น่าเที่ยวและเป็นศูนย์กลางของอาเซียน และการท่องเที่ยวไทยจะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้หากไทยมีแผนการฟื้นตัวที่ชัดเจน เช่น การพัฒนาสนามบิน และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว เช่น ปรับปรุงสนามบินภูเก็ต และดอนเมือง
"คนที่จะฟื้นการท่องเที่ยวได้ดีที่สุดคือตัวนักท่องเที่ยวเองที่จะออกไปบอกต่อแบบปากต่อปาก เป็นกระบอกเสียง"นายทอมสันกล่าว
นายเย็บ สวี ช่วน ประธานหอการค้าไทยมาเลเซีย กล่าวว่า ในส่วนภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งผ่านปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมาหลายครั้ง เช่น น้ำท่วมเมื่อปี 2554 บริษัทต้องปิดตัว 40 วัน แต่เมื่อปัญหาคลี่คลาย บริษัทสามารถฟื้นตัวได้ภายใน 60 วัน และเชื่อว่ารัฐประหารที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบต่อความรู้สึกปลอดภัยต่อทั้งการค้าและความเป็นอยู่
"ตอนนี้ยังไม่มีบริษัทในอุตสาหกรรมยานยนต์จะถอนการลงทุนออกไป แต่กลับมีบริษัทผลิตรถยนต์จากจีนที่เข้ามาลงทุนใหม่ เพราะรถยนต์ที่ดีที่สุดต้องผลิตจากไทย" นายช่วน กล่าว
7องค์กรเอกชนเสนอ 7 มาตรการ
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม 7 องค์กรภาคเอกชน ได้มีข้อสรุปแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจ เพื่อเสนอให้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยมีทั้งหมด 7 มาตรการ ได้แก่ มาตรการที่ 1 เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยจะเรียงลำดับความสำคัญของการเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ว่าจะทำอะไรก่อนหลัง และบูรณาการการทำงานภาครัฐ เพราะต้องร่วมกันทำงานร่วมกันหลายกระทรวง
เตรียมกระบวนการเจรจาเอฟทีเอ ไทย-สหภาพยุโรป เพื่อรองรับการหมดอายุของสิทธิพิเศษทางภาษีสหภาพยุโรป (จีเอสพี) ที่จะสิ้นสุดในสิ้นปีนี้ รวมทั้งควรจะส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศไทย โดยการระบุในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐตามระเบียบกรมบัญชีกลางให้ซื้อสินค้าที่ผลิตภายในประเทศก่อน และควรเร่งตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.)
ตั้งกองทุนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
มาตรการที่ 2 ปฏิรูปกรอบการลงทุนของภาครัฐและเอกชน โดยการส่งเสริมการใช้กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อระดมทุนและลดภาระของภาครัฐและเอกชน และเพิ่มทางเลือกในการออมของประชาชน และปฏิรูประบบการส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศ เช่น การสนับสนุนให้มีกลไกด้านการเงินสำหรับการลงทุนในต่างประเทศ การแก้ไขกฎหมายการนำเงินผลกำไรกลับประเทศ ไม่ให้มีการเสียภาษีที่ซ้ำซ้อน การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการที่ต่างประเทศจะมาใช้ไทยเป็นฮับในด้านต่างๆ และเร่งรัดการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน
มาตรการที่ 3 ปฏิรูปการศึกษาและนวัตกรรม โดยการส่งเสริมการจัดการศึกษาในระบบทวิภาคีทั้งการศึกษาในระดับอาชีวศึกษา และสายสามัญ ตลอดจนการสร้างแรงจูงใจจามมาตรการภาษีให้กับเอกชนในการเข้ามามีส่วนร่วมในระบบการศึกษาดังกล่าว และปรับปรุงงบอุดหนุนรายหัวระหว่างสายสามัญและสายอาชีพให้เสมอภาคกัน
สร้างระบบออมรับวัยสูงอายุ
มาตรการที่ 4 แก้ไขปัญหาสังคมและลดความเหลื่อมล้ำ ภาครัฐควรจะออกมาตรการประกันภัยธรรมชาติภาคการเกษตร เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกร และการสร้างระบบการออมระยะยาว เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งจะต้องมีการส่งเสริมการออมสำหรับแรงงานในระบบ และทบทวน พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติสำหรับแรงงานนอกระบบ
มาตรการที่ 5 ธรรมาภิบาลและการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน โดยการกำหนดให้คดีคอร์รัปชันไม่มีอายุความ และกำหนดให้เป็นคดีร้ายแรงไม่มีการรอลงอาญา การเพิ่มความโปร่งใสของข้อมูลภาครัฐ การกำหนดให้ประชาชนเป็นผู้เสียหาย ในคดีคอร์รัปชันสามารถฟ้องร้องศาลได้ สนับสนุนเจตนารมณ์ 8 ประการ ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และเพิ่มงบประมาณใช้เทคโนโลยีให้กับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)
ปรับศุลกากร-รื้อโครงสร้างพลังงาน
มาตรการที่ 6 การแก้ไขปัญหากฎระเบียบ และกฎหมายต่างๆ ของภาครัฐ โดยเฉพาะการปรับปรุงระเบียบศุลกากร เช่น พิกัด ค่าปรับ ทบทวนสินบนนำจับของกรมศุลกากร แยกความผิดของความผิดพลาดทางเทคนิค ออกจากความผิดเจตนาหนีภาษี หรือขนของเถื่อน โดยให้มีบทลงโทษที่เหมาะสม แก้ไขเงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้มีความเป็นธรรม เช่น เลิกภาระความรับผิดจากบทปรับที่ไม่จำกัด และปรับปรุงกระบวนการออกหรือต่ออายุ work permit ของนักธุรกิจชาวต่างชาติ
นอกจากนี้ขอให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมออกความเห็นในการออกมาตรการใดๆ ที่กระทบต่อภาคเอกชน เช่น กฎหมายผังเมือง เป็นต้น กำหนดแนวนโยบายระยะยาวด้านแรงงานต่างด้าวให้ชัดเจน และแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มบทบาทของเอกชนในการช่วยภาครัฐให้บริการแก่ประชาชนให้ดีขึ้น เช่น การออกหนังสือรับรองต่างๆ, การตรวจทดสอบสินค้า และ กิจกรรมส่งเสริมการค้า เป็นต้น
มาตรการที่ 7 การสร้างโครงสร้างใหม่ในระบบเศรษฐกิจไทย เช่น การปฏิรูปพลังงานที่มุ่งไปสู่กลไกตลาด และไม่แทรกแซงราคาพลังงานในระยะยาว และปรับโครงสร้างหน่วยงานที่ส่งเสริมเอสเอ็มอี ให้รวมศูนย์ครบวงจรอยู่ในหน่วยงานเดียวกัน
รายงานระบุว่าในการหารือของภาคเอกชน มี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษา คสช. เข้าร่วมด้วย









