วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต่างชาติเริ่มกลับมาซื้อสะสมหุ้นไทย

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก & ECB ลดดอกเบี้ยหนุนตลาดหุ้น

การที่ ECB ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 0.15% (เดิม 0.25%) และปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงเป็น -0.10% (เดิม 0%) ทำให้คาดว่าจะมีเม็ดเงินส่วนหนึ่งไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งให้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงกว่า ขณะเดียวกันความเสี่ยงลดลง อันเนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจเอเชียยังเติบโตได้ดี ล่าสุดตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนพ.ค.ของสหรัฐยังเพิ่มแกร่งที่ 217,000 ตำแหน่ง และอัตราการว่างงานทรงตัวในระดับ 6.3%

มีโอกาสที่ต่างชาติจะเข้าซื้อหุ้นไทยต่อ สำหรับไทย ซึ่งนักลงทุนต่างชาติได้มีการขายสุทธิไปมากในปี 2556 ที่ 1.95 แสนล้านบาท และในช่วง YTD (ต้นปี 2557 - 5 มิ.ย.) ที่ยังขายสุทธิสะสม 3.3 หมื่นล้านบาท ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้ามีแนวโน้มดีขึ้นหลังจากปัญหาการเมืองคลี่คลายและเข้าสู่ช่วงการปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้งใหม่ในอีกประมาณ 1 ปีข้างหน้า ทำให้มีโอกาสที่นักลงทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยอีกรอบ ซึ่งใน MTD ของเดือนมิ.ย.2557 เริ่มเห็นตัวเลขซื้อสุทธิสะสมของต่างชาติที่ประมาณ 8 พันล้านบาทแล้ว

คาดว่าหุ้น Big Cap ในกลุ่มหลักจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ ทั้งในด้านปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแรง และมีสภาพคล่องในการซื้อขายสูง ซึ่งทาง Retail Research มองว่าหุ้น Big Cap ที่มี Valuation จูงใจ และน่าสนใจลงทุน เป็นดังนี้

1. BBL : สินเชื่อของธนาคารมีโอกาสเติบโตได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในส่วนสินเชื่อ Corporate เพราะธนาคารมีสัดส่วนลูกค้ากลุ่มนี้สูง และหลายรายรอเบิกจ่ายสินเชื่อเมื่อปัญหาการเมืองคลี่คลายและภาวะเศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้น ซึ่งในขณะนี้ก็มีทิศทางที่ดีขึ้นหลังจากคสช.เข้ามาบริหารประเทศ ด้าน P/E และ P/BV ต่ำที่ 9 เท่า และ 1.1 เท่า ตามลำดับ ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม แนะนำซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 228 บาท

2. KTB : ประมาณการกำไรปี 58 มีโอกาสจะปรับขึ้นจากปัจจุบันที่ +11% เพราะสินเชื่อมีแนวโน้มว่าจะเติบโตได้มากขึ้น หลังจากโครงการลงทุนภาครัฐและเอกชนเดินหน้า การบริโภคฟื้นตัว ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ 4Q57 เป็นต้นไป สำหรับ P/E และ P/BV นั้นต่ำเพียง 8 เท่าและ 1.2 เท่า ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม แนะนำซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 23 บาท

3. INTUCH : INTUCH เป็น Holding Company ที่ถือหุ้นใน ADVANC และ THCOM โดยมีสัดส่วน NAV จาก ADVANC ประมาณ 90% และที่เหลือเป็น THCOM แต่ช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้น INTUCH ปรับขึ้นช้ากว่า ADVANC และ THCOM จึงมี Discount จาก NAV และราคาตามพื้นฐานที่เราประเมินไว้ที่ 91 บาท จึงแนะนำซื้อ

4. CPF: ธุรกิจหมูและไก่ที่ดีในปี 2557 หนุนผลประกอบการให้ฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง ซึ่งปัจจัยหนุน คือ อุปทานหมูที่น้อยลงตามการแพร่ระบาดของโรค PED และ PRRS ประกอบกับปริมาณส่งออกไปยุโรปและญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น ส่วนธุรกิจไก่ ได้อานิสงส์ทางบวกจากการส่งออกไก่สดแช่แข็งไปญี่ปุ่นได้แล้ว โดยบริษัทเริ่มส่งออกตั้งแต่ 1Q57 เป็นต้นมา ส่วนธุรกิจอาหารสัตว์ยังไปได้ดี ธุรกิจกุ้งยังซบเซาแต่ Downside จำกัด คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2557-2558 ขยายตัวสูง 45% และ 35% ตามลำดับ แนะนำซื้อ ราคาพื้นฐาน 33 บาท

5. SPALI : การเติบโตของผลประกอบการปี 57-58 สูงมาก 43% และ 17% ตามลำดับ โดยเป็นผลจากการโอนคอนโดหลายแห่ง ขณะที่ยอดขาย Presales ยังไปได้ดี โดยเฉพาะหลังจากปัญหาการเมืองผ่อนคลายลง บริษัทมีสินค้าและฐานลูกค้าที่หลากหลาย ทำให้มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี สามารถควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ความสามารถในการทำกำไรอยู่ในระดับชั้นนำของกลุ่ม ด้าน Valuation จูงใจมาก โดยซื้อขายที่ P/E ปี 2557-2558 ต่ำเพียง 8-9 เท่า และจ่ายปันผลสูง แนะนำซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 24 บาท