กลุ่มบริษัทประกันข้ามชาติ ไม่หวั่นปัญหาการเมือง ยืนยันเดินหน้าลุยธุรกิจในไทย มั่นใจพื้นฐานเศรษฐกิจระยะยาวยังดี
นายโยชิคิ นากามูระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า นโยบายของนักลงทุนญี่ปุ่น ยังคงตั้งเป้าหมายลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่สนว่าภาวะเศรษฐกิจไทยปีนี้จะอยู่ในช่วงขาลงจากปัญหาทางการเมืองในประเทศ เนื่องจาก นักลงทุนญี่ปุ่นยังคงเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยเฉพาะศักยภาพทำผลตอบแทนให้นักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในไทย สิ่งที่จะนำพาบริษัทก้าวไปสู่อันดับ 3 ของอุตสาหกรรมได้นั้น ต้องเดินตามแผน คือ การควบรวมกิจการ เพิ่มช่องทางการขาย เพิ่มบริการและเพิ่มผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก
สำหรับเป้าหมายเติบโตปีนี้ ตั้งไว้ที่ 4% เพราะยังไม่มั่นใจภาวะการเมือง เศรษฐกิจ ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในขณะนี้ บวกกับผลการดำเนินงานใน 4 เดือนแรกของปีนี้ มีเบี้ยประกันอยู่ที่ 3.1 พันล้านบาท ปรับตัวลดลง 3.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเหตุผลก็มาจากสถานการณ์ทางการเมือง ไม่มีนโยบายรถยนต์คันแรก
ส่วนผลดำเนินงานช่วงปี 2556 บริษัทมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องเป็นไปตามเป้าหมาย แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจของไทยในช่วงไตรมาส 4 ปี 2556 จะได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองบ้างก็ตาม แต่รายได้เบี้ยประกันภัยรับโดยตรงอยู่ที่ 8.03 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% ซึ่งในปี 2556 มีกำไรสุทธิกว่า 300 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2555 ที่ขาดทุน 219 ล้านบาท
เขาระบุว่า ในปี 2557 แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจของไทย จะได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมือง แต่บริษัทก็ยังมั่นใจว่าจะทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งเป้าเอาไว้ โดยได้มีแผนการปรับโครงสร้างราคาด้วยการลดราคาเบี้ยประกันรถยนต์ลงอีก 5% เฉพาะบางรุ่น เพื่อสร้างแรงจูงใจให้แก่ลูกค้า และเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับตัวแทน และนายหน้าประกัย นอกจากนี้บริษัทมีแผนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความรวดเร็ว และอำนวยความสะดวกให้กับตัวแทน
นายชินคิจิ มิกิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) กล่าวภายหลังเข้ารับตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ของบริษัท ว่า เขาจะนำประสบการณ์ระดับสากลมาประยุกต์ใช้ในไทย เพื่อนำพาโตเกียวมารีนประกันภัย ก้าวขึ้นสู่บริษัทประกันวินาศภัยติดอันดับ 1 ใน 3 ของอุตสาหกรรม ให้ได้ภายใน 3 ปี นับจากปีนี้ หรือภายในปี 2559 แต่ขณะนี้บริษัทอยู่อันดับที่ 7 ของอุตสาหกรรม
โดยเขากล่าวว่า บริษัทเน้นยุทธศาสตร์การเข้าไปซื้อกิจการเข้ามาอยู่ภายในบริษัทกับการเติบโตด้วยตัวเอง แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะไปซื้อกิจการของบริษัทไหน เพราะพึ่งเข้ามารับตำแหน่ง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของบริษัทแม่ ที่ต้องการลงทุนในไทยและภูมิภาคเอเชียอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจ การเมืองของไทยจะผันแปร ไม่มีเสถียรภาพขณะนี้ก็ตาม
มร.มาร์ค ทักเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัท เอไอเอ กล่าวว่า กลุ่มบริษัทเอไอเอ ยังเชื่อมั่นในอนาคตของประเทศไทย โดยบริษัทมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจในไทย และพร้อมที่จะแบ่งปันประสบการณ์เกือบ 100 ปีของบริษัทในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการพัฒนาด้านการปฏิบัติงานและช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในประเทศไทย
“ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน เอไอเอยังเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะคืนสู่สภาวะปกติในเร็ววัน และสามารถสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไป ซึ่งกลุ่มบริษัทเอไอเอ มีความแข็งแกร่งด้านเงินทุน ที่จะสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในประเทศไทย อีกทั้งจะไม่จำกัดการลงทุน หากมีโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจ เข้ามา”
เขากล่าวด้วยว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเอไอเอได้ลงทุนในโครงการระยะยาวและให้ความสำคัญกับด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย โดยล่าสุดเพิ่งประกาศเปิดตัวโครงการ “เอไอเอ แคปปิตอล เซ็นเตอร์” ที่เสร็จสมบูรณ์อย่างเต็มรูปแบบไปเมื่อเร็วๆ นี้ อีกทั้งยังมีโครงการอสังหาริมทรัพย์ เอไอเอ สาธร ทาวเวอร์ อีกโครงการหนึ่งที่มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2558
นอกจากนี้ เอไอเอยังมีการลงทุนในด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และการพัฒนาโครงการต่างๆ โดยมีแนวคิดใหม่ในการเชื่อมโยงสุขภาพของผู้คนไปกับเบี้ยประกันภัยและสิทธิประโยชน์ต่างๆ โดยทางเอไอเอกำลังพิจารณาประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่จะเปิดตัวโครงการใหม่ดังกล่าว
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ และมีความสำคัญมากที่สุดของกลุ่มบริษัทเอไอเอ ตลอดระยะเวลา 77 ปี ในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เอไอเอ ได้ให้ความคุ้มครองคนไทยกว่า 7 ล้านกรมธรรม์ ทั้งนี้ ในปี 2556 ที่ผ่านมา เอไอเอ ประเทศไทย สร้างมูลค่าธุรกิจใหม่ คิดเป็นสัดส่วน 19% ของมูลค่าธุรกิจใหม่ทั้งหมดของกลุ่มบริษัทเอไอเอ รวม 1,490 ล้านดอลลาร์









