วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'บริโภค-ลงทุน'หนุนสินเชื่อฟื้น

ประธานสมาคมแบงก์ มองสินเชื่อปีนี้โตได้ถึง 10% หวังโครงการลงทุนภาครัฐ หนุนสินเชื่อขยายตัว ลุ้น บสย.ขยายเพดานค้ำประกันให้เอสเอ็มอีเป็น 50%

นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยและประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า การผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งการเร่งคืนหนี้ชาวนาทำให้เศรษฐกิจน่าจะขยายตัวได้ในระดับ 2-2.5% ส่งผลต่อการขยายสินเชื่อในปีนี้ที่มองไว้ว่าจะเติบโตได้ในระดับ 6-8% และยังมีความเป็นไปได้ที่จะไปถึงระดับ 10% ทั้งระบบธนาคารพาณิชย์รวมถึงธนาคารทหารไทย โดยเฉพาะการลงทุนที่สามารถดำเนินการได้ทันที เช่น โครงการรถไฟใต้ดินที่จะส่งผลต่อการขยายสินเชื่อได้ทันที นอกจากนี้ยังมีระบบรถไฟรางคู่ และการบริหารจัดการน้ำ ที่อาจจะต้องใช้เวลาเล็กน้อย กว่าจะเห็นผลต่อการใช้สินเชื่อ

“หลังจากเหตุการรัฐประหาร ในแง่ความต้องการสินเชื่อยังไม่ได้เพิ่มขึ้นทันที แต่มีเสถียรภาพมากขึ้น เศรษฐกิจที่หดตัวก็เริ่มนิ่งขึ้น ส่วนเรื่องการทำกำไรของแบงก์คงเร็วไปที่จะพูดในตอนนี้ เช่นเดียวกับเรื่องของเอ็นพีแอลที่ก็น่าจะดีขึ้น แต่ก็ยังเร็วไปเช่นกัน แต่เมื่อชาวนาได้รับเงินคืนครบ 9.2 หมื่นล้านบาท ก็จะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจกลับมา ชาวนาก็บริโภคได้มากขึ้น”

สำหรับการเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนงบประมาณให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. ขยายเพดานการค้ำประกัน จาก 18% เป็น 50% นั้น จะช่วยให้เอสเอ็มอีมีสภาพคล่องมากขึ้น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากเอสเอ็มอี มีการจ้างงานกว่า 80% ของประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อรากหญ้าตามมา โดยคาดว่างบประมาณที่ภาครัฐจะแบกรับในการขยายเพดานการค้ำประกันครั้งนี้ จะอยู่ที่ราว 4-5 พันล้านบาท

ด้าน นายพรชัย ปัทมินทร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า การลงทุนของลูกค้าธนาคารไม่ได้ชะลอตัวลง โดยเฉพาะลูกค้าในอาเซียนที่มีแผนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีปัญหาทางการเมือง เนื่องจากลูกค้าในอาเซียนมีความเข้าใจสถานการณ์ประเทศไทยมากกว่าประเทศในแถบตะวันตก ในขณะเดียวกัน ลูกค้าไทยมีแผนที่จะออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้นเพื่อกระจายความเสี่ยงของตลาดในประเทศ

ทั้งนี้ เป้าหมายสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ของธนาคารในปีนี้ ตั้งไว้ที่ 17% จะเป็นสินเชื่อที่มาจากลูกค้าไทยที่ลงทุนในประเทศ 60% ส่วนลูกค้าจากอาเซียนที่เข้ามาลงทุนในไทยมีสัดส่วน 40% จากทั้ง มาเลเซีย สิงคโปร์ หรือ อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ส่วนการสร้างรายได้ในขณะนี้กว่า 30% มาจากอาเซียน ที่เหลือยังมาจากธุรกิจในประเทศ โดยตั้งเป้าหมายว่าสัดส่วนดังกล่าวจะอยู่ที่ 50:50 ในปลายปีนี้

“หลังจากมีความชัดเจนทางการเมือง ลูกค้าก็เริ่มกลับมาคิดเรื่องแผนการลงทุนมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ลูกค้าก็ตัดสินใจเรื่องแผนการลงทุนไปแล้ว แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะเริ่มเมื่อใด โดยธนาคารคาดว่าในช่วง 2 เดือนจากนี้จะเห็นความชัดเจนในการลงทุนและเริ่มเบิกใช้สินเชื่อรวมถึงการร่วมทุนต่างๆ แต่ที่เห็นแน่ๆ คือ ลูกค้าไทยมองว่าควรที่จะกระจายความเสี่ยงออกไปในอาเซียนมากขึ้นแล้ว ในส่วนของธนาคารอยู่ระหว่างการทบทวนเป้าหมายสินเชื่ออีกครั้ง”

ส่วนการขยายสินเชื่อช่วงไตรมาส 2 นี้ ยังทรงตัวจากไตรสารแรกที่ขยายตัวได้ 8% ขณะที่เป้าหมายหลักของปี 2557 คือ การตั้งเป้าหมายรายได้เติบโต 69% จากปี 2556 โดยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเติบโต 17% หรือ 1 หมื่นล้านบาท จากปี 2556 ด้านเงินฝากตั้งเป้าจะระดมเงินฝากเข้ามาใหม่เติบโต 21% จากฐานลูกค้าใหม่ 30 บริษัทในปีนี้

ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ฝ่ายวิจัยเริ่มมีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อแนวโน้มธุรกิจและสินเชื่อของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ จากเดิมที่มองไม่เห็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตและกังวลมากขึ้นต่อขาลง (ดาวน์ไซด์)ของประมาณการ หากดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจหลักๆ ดีขึ้น จากการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนที่จะเกิดขึ้น จะช่วยผลักดันให้สินเชื่อสุทธิปี 2557 และปี 2558 สูงกว่าเป้าหมายที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้ ที่ 6.26% และที่ 7.45 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ฝ่ายวิจัยจึงปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนขึ้น เป็นเท่ากับตลาด จากเดิมที่ให้น้อยกว่าตลาด โดยในช่วงสั้นเชื่อว่าธนาคารที่มีพอร์ตสินเชื่อกลุ่มเอสเอ็มอี และรายย่อยในสัดส่วนที่สูงน่าจะเริ่มกลับมาปรับตัวดีกว่ากลุ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก ได้แก่ ธนชาต เกียรตินาคิน ทิสโก้ เช่นเดียวกับธนาคารขนาดใหญ่ที่ฝ่ายวิจัยให้น้ำหนักเพียงเท่ากับตลาดในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ กสิกรไทย และ ไทยพาณิชย์ มีโอกาสที่จะเห็นราคาหุ้นดีดตัวอย่างรวดเร็ว เช่นกัน