"ท่องเที่ยว"โหมกิจกรรมหวังบูมไฮซีซันปลายปี อัดแคมเปญ "ไทยแลนด์ บีเอฟเอฟ" เรียกความมั่นใจต่างชาติ กลุ่มค้าปลีกวอนเร่งฟื้นความเชื่อมั่น
ภายหลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ได้ออกมาแถลงแผนโรดแมพประเทศไทย ทั้งด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจมีข้อเรียกร้องและข้อเสนอที่ส่งผ่านไปถึง คมช.จากภาคธุรกิจในหลายๆ ประเด็น ทั้งในด้านกระตุ้นการท่องเที่ยว การสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวกลับคืนมา รวมทั้งในภาคการค้าปลีกและการบริโภคภายในประเทศเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผู้ที่อยู่ในแวดวงค้าปลีกเชื่อว่าการบริโภคจะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
นายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า เตรียมนำเสนอแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งปีหลัง ภายใต้งบประมาณราว 845 ล้านบาท โดยเน้นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กำหนดเป้าหมายรายได้ปี 2557 อยู่ที่ 1.8 ล้านล้านบาท รวมตลาดทั้งในและต่างประเทศ ลดลงจากเป้าหมายเดิมวางไว้ที่ 2 ล้านล้านบาท ขณะนี้ได้มอบหมายฝ่ายนโยบายและแผนไปจัดทำรายละเอียดโครงการและแผนการตลาด เพื่อนำเสนอของบประมาณภายในสัปดาห์นี้ โดยมีเป้าหมายขับเคลื่อนตลาดให้ทันช่วงไฮซีซันปลายปีนี้
นายศุกรีย์ สิทธิวณิช รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า ภายใต้แผนกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งปีหลัง แบ่งกิจกรรมออกเป็น 4 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.การประชาสัมพันธ์ท่องเที่ยวทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ 2.การจัดเมกะแฟมทริปขนาดใหญ่ภายใต้แนวคิด “ไทยแลนด์ เบสต์ เฟรนด์ ฟอร์เอฟเวอร์” หรือ ไทยแลนด์ บีเอฟเอฟ เชิญผู้เดินทางมาไทยไม่ต่ำกว่า 1,000 คน โดยแบ่งให้สำนักงานทั่วโลก 27 แห่งเชิญเอเย่นต์ สื่อมวลชนทั้งกระแสหลักและสื่อออนไลน์ บล็อกเกอร์ที่มีชื่อเสียงในตลาดนั้นๆ เจ้าของรายการโทรทัศน์ รวมถึงกลุ่มเฟรนดส์ ออฟ ไทยแลนด์ ที่มีกว่า 4,000 คนทั่วโลก มาเยือนไทย และนำภาพและประสบการณ์ที่ได้กลับไปเผยแพร่ยังต่างประเทศ
3.การโฆษณากระตุ้นให้เกิดการเดินทางของตลาดในประเทศ ซึ่งยังคงเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวไว้ที่ 136 ล้านคนครั้ง โดยจะเน้นผลิตเนื้อหาสร้างความสนใจให้คนไทยยังเดินทางตามปกติ ด้วยการผูกโยงชักชวนให้เข้าร่วมกิจกรรมในเทศกาลสำคัญ เช่น กิจกรรมเดือนสิงหาพาแม่เที่ยว และ 4.เมื่อเหตุการณ์ในประเทศสงบเรียบร้อยจะเร่งจัด "สตรีท อีเวนท์" ใน 3 ถนนหลักที่เคยเป็นพื้นที่การชุมนุมเดิม ได้แก่ ราชประสงค์ สีลม และอโศก เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความมั่นใจให้กับแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นจุดหมายหลักของต่างชาติ
โรงแรมหวังยกเลิกเคอร์ฟิว
นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่า แนวโน้มอัตราเข้าพักเฉลี่ยเดือน พ.ค.ลดลงประมาณ 25-30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการชะลอตัวต่อเนื่องจากมาจากเดือน เม.ย.ซึ่งอัตราเข้าพักลดลงเฉลี่ยราว 20% มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพฯ และพัทยา
ส่วนกรุงเทพฯ ชะลอตัวเพราะเป็นศูนย์กลางของการชุมนุมทางการเมือง ขณะที่พัทยา เริ่มได้รับผลกระทบหลังจากการประกาศเคอร์ฟิว เนื่องจากจุดขายของแหล่งท่องเที่ยวอยู่ที่ไลฟ์สไตล์ช่วงกลางคืน ซึ่งตรงกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวตลาดหลักอย่าง รัสเซีย ดังนั้นเมื่อมีประกาศเคอร์ฟิว จึงมีการยกเลิกค่อนข้างมาก ส่งผลให้ตลาดกรุงเทพฯ และพัทยา ติดลบมากที่สุดราว 30-40%
"เชื่อว่าสถานการณ์ธุรกิจโรงแรมในช่วงครึ่งปีหลังจะปรับตัวดีขึ้น หากมีการยกเลิกเคอร์ฟิว"
ประกอบกับในช่วงวันที่ 12 มิ.ย.-13 ก.ค.นี้ จะเข้าสู่เทศกาลฟุตบอลโลก 2014 เชื่อว่าเมื่อถึงเวลาดังกล่าวหากไม่มีข้อจำกัดเรื่องเคอร์ฟิว จะทำให้ธุรกิจโรงแรมมีโอกาสปรับตัวได้ดีขึ้น
สายการบินอัดโปรโมชั่นฟื้นยอด
นายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า สายการบินเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ดังนั้นหากมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับการท่องเที่ยว จะส่งผลต่อไทยแอร์เอเชียโดยตรงเช่นกัน เห็นได้จากกำไรในไตรมาสแรกลดลง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผลจากการเมือง บริษัทจึงต้องปรับตัวหันมากระตุ้นตลาดในประเทศด้วยการจัดทำโปรโมชั่นร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมถึงพันธมิตรทางธุรกิจอื่นๆ ทำให้ในช่วง 3 เดือนแรกยังคงมีอัตราบรรทุกเฉลี่ยรวมกว่า 80%
ทั้งนี้ คาดว่าผลกระทบปัจจุบัน จะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ก่อนไตรมาส 4 ซึ่งเป็นฤดูท่องเที่ยว โดยระหว่างนี้ต้องปรับกลยุทธ์ใหม่ ด้วยการชะลอการขยายธุรกิจ
"กว่าจะถึงไตรมาสสุดท้าย เราต้องบริหารอย่างระมัดระวัง ไม่ขยายจำนวนที่นั่งเพิ่มเติมในช่วงนี้ ปกติช่วงไตรมาส 3 จะลดที่นั่งลงราว 10-15% อยู่แล้ว และต้องศึกษาเพิ่มเติมว่า อาจต้องลดลงไปอีกหรือไม่ โดยกำลังพิจารณาว่าจะลดเป้าหมายการรับเครื่องบินเพิ่มในปีนี้หรือไม่ รวมทั้งต้องดูแลวินัยในการใช้จ่ายของตัวเองให้น้อยลง ถือเป็นแนวทางที่ปฏิบัติมาทุกครั้งที่ต้องเผชิญวิกฤติ"
กลุ่มค้าปลีกแนะเร่งกระตุ้นกำลังซื้อ
ด้านธุรกิจค้าปลีกที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน โดยบรรดาผู้ประกอบการค้าปลีกยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจท่ามกลางสถานการณ์การเมือง ที่ยังต้องเฝ้าระวังและพร้อมปรับเปลี่ยนไปตามภาวการณ์
นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า สิ่งที่ต้องขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วนขณะนี้การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ผลักดันให้ภาคประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น
“ตัวแปรขณะนี้ คือ เงินจำนำข้าวกว่า 9 หมื่นล้านบาท หากหมุนเวียนในระบบ 3 รอบ จะสร้างเม็ดเงินสะพัด 2-3 แสนล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจขยายตัวได้"
ขณะเดียวกัน ต้องมีมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจเอสเอ็มอี โดยเฉพาะการสนับสนุนด้านการเงินเพื่อบริหารจัดการสภาพคล่อง พร้อมผลักดันการลงทุนภาครัฐและเอกชน โดยเร่งรัดหน่วยงานต่างๆ ที่เป็นกลไกขับเคลื่อนการลงทุนอาทิ การจัดตั้งคณะกรรมการบอร์ดบีโอไอ เพื่อสามารถอนุมัติการลงทุนต่างๆ การพิจารณาอนุมัติใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรม (ร.ง.4) ผลักดันงบประมาณปี 2558 วงเงิน 2.6 ล้านล้านบาท จะเป็นฟันเฟืองสำคัญทำให้เศรษฐกิจขยายตัว
"ค้าปลีกเป็นปลายท่อ หากการบริโภคภายในประเทศ การลงทุนภาครัฐและเอกชนเดินหน้าได้ มีการจ้างงาน การใช้จ่าย สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเราก็ได้อานิสงส์”
เชื่อค้าปลีกโตได้ 6-8 %
แนวโน้มธุรกิจค้าปลีกครึ่งปีหลังยังต้องพิจารณาความชัดเจนของสถานการณ์ต่างๆ เพื่อประเมินการเติบโตของอุตสาหกรรมอีกครั้ง ทั้งนี้สมาคมฯ คาดการณ์อุตสาหกรรมค้าปลีกปีนี้ขยายตัว 6-8% ส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนอย่างต่อเนื่องของผู้ประกอบการร้านค้าปลีกขนาดเล็ก เปิดบริการใหม่มากกว่า 1,000 สาขาทั่วประเทศ
มุ่งแคมเปญ‘คุ้มค่า’
นายชำนาญ เมธปรีชากุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ผู้บริหารห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า เดอะมอลล์ ดิ เอ็มโพเรียม และพารากอน ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจครึ่งปีแรกนี้ค่อนข้างทรงตัว อาจไม่เติบโตเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้บริษัทต้องปรับแนวทางการทำตลาดโดยเน้นกลยุทธ์ “คุ้มค่า” ในการจัดกิจกรรมการตลาดและสร้างรายการส่งเสริมการขายกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อจากความคุ้มค่า
“ช่วงนี้อาจต้องลดแคมเปญประเภทอีโมชั่นนอล เพราะลูกค้ายังคงไม่มีอารมณ์ในการใช้จ่ายมากนัก ต้องรอดูบรรยากาศช่วงมหกรรมการแข่งขันฟุตบอลโลกว่ามู้ดจะเปลี่ยนหรือไม่อย่างไร”
เซ็นทรัลเดินหน้าลงทุน
นายปริญญ์ จิราธิวัฒน์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า กลุ่มเซ็นทรัลยังคงเดินหน้าแผนลงทุนเดิมในปีนี้ตามปกติ
ทั้งนี้ เซ็นทรัลจัดสรรงบลงทุนกว่า 4.4 หมื่นล้านบาท สำหรับลงทุนใน 8 กลุ่มธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ โดยกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์เป็นหัวหอกหลักในการขยายการลงทุน โดยครึ่งปีหลังเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ต่อเนื่อง ได้แก่ เซ็นทรัล พลาซา ศาลายา โรบินสัน ปราจีนบุรี, ร้อยเอ็ด, ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ นอกจากนี้ยังมีการขยายเครือข่ายร้านซูเปอร์มาร์เก็ตท็อปส์, ซูเปอร์คุ้ม ร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่มาร์ท ไทวัสดุ ซูเปอร์สปอร์ต เพาเวอร์บาย ฯลฯ









