สั่งตรึงดีเซล-แอลพีจี 'ประยุทธิ์'ถกโรดแมพวันนี้ นักเศรษฐศาสตร์ประเมิน"เชื่อมั่น-บริโภค"ฟื้น หนุนเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
คสช.สั่งตรึง"ดีเซล-แอลพีจี"บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน พร้อมเตรียมแพกเกจใหญ่กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ลั่นในเดือนมิ.ย.นี้ต้องเสร็จ ด้าน"พล.อ.ประยุทธ์"ถกรองคสช.-หน่วยงานเศรษฐกิจ วันนี้ กำหนดโรดแมพประเทศ ขณะนักเศรษฐศาสตร์ประเมินความเชื่อมั่นฟื้นในระยะสั้น หนุนเศรษฐกิจโตครึ่งปีหลัง
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ( คสช.) เตรียมออกมาตรการแก้ปัญหาค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วน พร้อมเตรียมประกาศโรดแมพประเทศ หลังจากในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เรียกประชุมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ
วานนี้(1 มิ.ย.) พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ได้ร่วมประชุมกับหัวหน้าส่วนราชการ ที่กระทรวงการคลัง โดยต่อเนื่องจากวันก่อนที่ร่วมประชุมกับผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง เพื่อมอบนโยบายและแนวทางการบริหารประเทศ
พล.อ.อ.ประจิน กล่าวภายหลังการประชุมว่าเรื่องเร่งด่วนที่ทีมเศรษฐกิจจะดำเนินการเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนให้กับประชาชนในประเทศก่อน คือ การขอให้ตรึงราคาพลังงานไว้ก่อน ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งจะตึงไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร รวมถึงราคาก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) ที่ให้ชะลอการปรับขึ้นเอาไว้ก่อน โดยให้ตรึงไว้ที่ราคา ณ วันที่ 31 พ.ค.2557
“อยากยืนยันแนวทางที่หัวหน้าคสช.(พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ได้มอบหมายไว้ 3 ประเด็น คือ การตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร และราคาก๊าซแอลพีจีในครัวเรือนไว้ที่ราคาปัจจุบัน และหากมีการพิจารณาปรับโครงสร้างของราคาก๊าซเมื่อไร เราจะรีบปรับให้เกิดความเป็นธรรมในทันที”
พล.อ.อ.ประจิน กล่าวด้วยว่า การตรึงราคาก๊าซแอลพีจีนั้น กำหนดการเดิมจะมีการปรับขึ้นเดือนละ 0.50 บาทต่อกิโลกรัม ไปจนถึงเดือนก.ย.2557 โดยจะยังไม่มีการปรับขึ้นแต่อย่างใด ส่วนร้านค้ารายใดที่มีการปรับขึ้นราคาไปในวานนี้(1มิ.ย.) ก็ขอให้กลับไปใช้ราคา ณ วันที่ 31 พ.ค.2557 โดยราคาจะอยู่ที่ 22.63 บาทต่อกิโลกรัม
“ได้ฝากให้ปลัดกระทรวงพลังงาน และทางปตท. ได้เร่งดำเนินการไปแล้วเมื่อช่วงบ่าย (1มิ.ย.) เราพยายามทำงานเต็มที่ แต่บางเรื่องต้องยอมรับว่าเราได้ข้อมูลช้าไปนิด ดังนั้นการที่ทำให้ประชาชนบรรเทาความเดือดร้อน อะไรที่เราทำได้ก็จะทำทันที”
เตรียมคลอดแพ็กเกจระยะสั้น
นอกจากนี้ในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่ม(แวต) 7% ก็จะยังไม่มีการปรับขึ้น โดยเรื่องทั้งหมดนี้จะมีการนำเข้าหารือกับ พลเอกประยุทธ์ ในวันอังคารหรือวันพุธที่จะถึงนี้ ซึ่งจะมีการประชุมร่วมกัน
ส่วนเรื่องเร่งด่วนอื่นๆ ได้แก่ โครงการประกันภัยข้าวนาปี สำหรับปีการผลิต 2557 ได้จัดให้มีเบี้ยประกัน และการเตรียมเงินไว้สำหรับชดเชยในกรณีที่เกิดความเสียหาย ขณะเดียวกันก็จะเร่งขับเคลื่อนการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า หรือรถไฟรางคู่ โดยเรื่องนี้จะมีการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสรุปรายละเอียดเป็นรูปธรรมต่อไป
นอกจากนี้ ยังจัดให้มีการทำพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน เช่น ไทย-มาเลเซีย ไทย-ลาว หรือ ไทย-พม่า เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้จะพยายามผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมภายในปลายปีนี้
ส่วนแนวทางการช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและย่อม(เอสเอ็มอี) พล.อ.อ. ประจิน กล่าวว่าจะจัดให้มีการดูแลการค้ำประกันสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการ เพื่อให้ผู้ลงทุนรายย่อยมีความเชื่อมั่น และสร้างความเชื่อมั่นจากผู้ลงทุนต่างประเทศ ตลอดจนการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอย่างเป็นทางการ
คลอด30เรื่องเร่งด่วนในมิ.ย.นี้
พล.อ.อ.ประจิน กล่าวด้วยว่า การประชุมร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงการคลังในวานนี้ เท่าที่หารือกันพบว่ามีเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำทั้งหมด 30 เรื่อง โดยเป็นเรื่องที่ต้องทำให้เสร็จภายในเดือนมิ.ย.นี้ ซึ่งแต่ละเรื่องเกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินและที่อยู่อาศัย
อย่างไรก็ตามเพื่อให้สามารถติดตามการทำงานได้โดยง่าย ได้แบ่งสรุปออกมาเป็น 10 เรื่อง ได้แก่ 1.การใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ จะไม่ใช้จ่ายเกินกำลัง ไม่เสียวินัยการเงิน การคลัง และต้องไม่เกินยอดหนี้สาธารณะ 2. เร่งสร้างความน่าเชื่อถือให้กับระบบเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นจากนักลงทุน 3.เร่งดำเนินงานที่คั่งค้างตามแผนงบประมาณปี 2557
พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรองหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ คสช. กล่าวว่าในส่วนของโครงการรับจำนำข้าวนั้น ยังบอกไม่ได้ว่าจะมีการดำเนินโครงการดังกล่าวต่อไปหรือไม่ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอดูว่าจะทำอย่างไรให้ชาวนาได้รับการช่วยเหลือที่ดีที่สุด
"ประยุทธ์"ถกคณะคสช.วันนี้
พ.อ.ณัฐวัฒน์ จันทร์เจริญ รองโฆษกคณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติ (คสช.)กล่าวว่า ในวันนี้ (2 มิ.ย.) เวลา 08.30 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้า คสช. ได้เชิญรองหัวหน้าคสช.ประชุม ประกอบด้วย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฎิมาประกร ผบ.ทหารสูงสุด พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร. พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. รวมถึง พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รอง ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช.
พ.อ.ณัฐวัฒน์ กล่าวว่าโดยเฉพาะกลุ่มงานเศรษฐกิจ ซึ่งหัวหน้าคสช.ได้ใหความสำคัญเพราะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการแก้ไขให้เร็วที่สุด จึงได้มีการเชิญ สำนักงบประมาณ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เพื่อบรรยายสรุปผลงานดำเนินการที่ผ่านมา รวมถึงแผนงานเร่งด่วน แผนการจัดการ และการบูรณาการ เสนอเป็นโรดแมพเพื่อนำไปสู่ขั้นตอนการปฏิบัติ
ทหารไทยมองแนวโน้มฟื้นตัว
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีนี้ดูดีขึ้น หลังจากที่ คสช. เข้ามาแก้ปัญหาต่างๆ ทำให้บางอย่างที่เคยติดล็อกในช่วงครึ่งปีแรก มาครึ่งปีหลังก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจ่ายเงินให้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าว รวมไปถึงการลงทุนต่างๆ ของภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามดูว่าปัญหาต่างๆ ที่ปลดล็อคไปจะมีประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน ซึ่งเบื้องต้นมองว่าการบริโภคและการใช้จ่ายภาครัฐ จะกลับมามีบทบาททางเศรษฐกิจอีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง ส่วนการลงทุนนั้น ขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณเท่าไรนัก เรื่องนี้จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ คสช. ต้องเรียกความเชื่อมั่นของภาคเอกชนให้กับคืนมา
ซีไอเอ็มบีชี้หนุนบริโภคเริ่มฟื้น
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย สายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า หลังจากเห็นโรดแมพของ คสช. ทั้งในส่วนระยะสั้นและระยะยาว ก็ทำให้มีมุมมองในเชิงบวกต่อเศรษฐกิจที่มากขึ้น ซึ่งอย่างน้อยก็ทำให้การบริโภคในประเทศเริ่มกลับมา
"การลงทุนก็น่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนขึ้นซึ่งจะออกมาในรูปของแผนงบประมาณปี 2558"
อย่างไรก็ตามทางสำนักวิจัย อาจจะยังไม่มีการปรับตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ใหม่ โดยยังคงตัวเลขการเติบโตปีนี้ไว้ที่ 1.5% ซึ่งต้องบอกว่าการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของไทยไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านการเมืองอย่างเดียว แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลจากพื้นฐานเศรษฐกิจที่เริ่มอ่อนแอลง โดยเฉพาะจากระดับหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งมีส่วนทำให้การบริโภคของภาคเอกชนชะลอตัวในปัจจุบัน
ชี้เศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุด
น.ส.อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า การเข้ามาของ คสช. ทำให้ภาวะสุญญากาศทางการเมืองผ่อนคลายลง และทำให้นโยบายการคลังกลับมาทำงานได้ตามปกติ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้บริโภคและผู้ลงทุน ขณะเดียวกัน คสช. ยังสร้างความมั่นใจว่า งบประมาณปี 2558 จะสามารถเริ่มใช้ได้ทันกำหนดการ คือ วันที่ 1 ต.ค.2557
“การที่เราสามารถมีรัฐบาลได้ และมีโรดแมพด้านเศรษฐกิจออกมา ทำให้เครื่องมือการคลังกลับสู่ภาวะปกติ ตรงนี้ก็น่าจะเป็นเครื่องยืนยันว่า เศรษฐกิจไทยได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว ส่วนจะเติบโตได้ตามที่เราประเมินไว้ 3.5% หรือไม่นั้น ก็คงต้องติดตามดูว่า มาตรการต่างๆ จะได้ผลมากน้อยแค่ไหน แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็เริ่มเห็นแนวโน้มเศรษฐกิจที่น่าจะฟื้นตัวได้”น.ส.อุสรากล่าว
ส่วนทิศทางเงินบาทไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ น.ส.อุสรา กล่าวว่า มีความเป็นไปได้สูงที่เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี โดยอาจแข็งค่าแตะที่ระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์ ภายในไตรมาส 4 ของปี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสัญญาณเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มดีขึ้น ทั้งจากภาวะการเมืองในประเทศ รวมทั้งภาคการส่งออกที่น่าจะกลับมาดีในช่วงครึ่งปีหลัง อีกทั้งโดยปกติ ช่วงครึ่งปีหลังมักเป็นช่วงที่เงินบาทมีทิศทางแข็งค่าขึ้น
คาดเศรษฐกิจปีนี้โตกว่า2%
นายสันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่าการใช้จ่ายภาครัฐที่เริ่มเห็นในระยะเร่งด่วน คือ การเร่งรัดจ่ายเงินจำนำข้าวให้กับชาวนา รวมทั้งการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 เสร็จตามกำหนด
"อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ น่าจะขยายตัวได้มากกว่า 2%"
นายสันติกล่าวว่าแม้การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายของภาครัฐจะมีเพิ่มมากขึ้นแต่เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังยังคงได้รับแรงกดดันจากอัตราหนี้ภาคครัวเรือน เห็นได้จากปัญหาของชาวนาที่หลังจากได้รับเงินจากโครงการรับจำนำข้าวมาแล้วกลับต้องนำเงินไปชำระหนี้ในสัดส่วน 70 - 80%
“ในระยะสั้นแม้ว่าเศรษฐกิจจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากความชัดเจนในเรื่องของรัฐบาลที่มีอำนาจบริหารประเทศ และมีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น แต่พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีปัญหาเดิมๆ เช่น ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เป็นปัญหาใหญ่ และศักยภาพของการผลิตที่เริ่มแข่งขันได้ยากขึ้น ดังนั้นรัฐบาลจะต้องวางแผนแก้ปัญหาเหล่านี้และมีมาตรการที่ชัดเจนในระยะกลางและระยะยาว” นายสันติกล่าว









