องค์กรแห่งนี้ทำให้ผมได้ใช้ศาสตร์ทั้งบุ๋นและบู๊ ได้เป็นคนสร้างเส้นทางเพื่อไปสู่แสงสว่างที่เห็นอยู่ปลายอุโมงค์
เป็นอีกหนึ่งคนที่ "กล้า" โบกมือลาจากองค์กรระดับโลกอย่างโตโยต้า เพื่อมาทำงานให้บริษัทที่เล็กกว่ามากแถมยังโนเนมเรียกว่าแทบไม่มีใครรู้จัก ในฐานะของ Successor หรือผู้ที่มีโอกาสก้าวขึ้นแท่นเป็นเบอร์หนึ่ง
ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่สำหรับชีวิตของ "ตฤณ ปิ่มหทัยวุฒิ" ซึ่งปัจจุบันรั้งตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป บริษัท สเตรกา จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจขุดวางท่อก๊าซในจุดหรือพื้นที่ที่ต้องอาศัยความชำนาญพิเศษเช่น การขุดลอดถนนหรือแม่น้ำ เป็นต้น
"ม้าดีไม่กินหญ้าเดิม" นี่คือคำยืนยันชัดเจนถึงแม้หนทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร ชายหนุ่มวัย 36 ปีคนนี้พร้อมเผชิญหน้า และไม่มีวันยอมแพ้หันหลังกลับไปขอพึ่งพิงองค์กรเก่า ในหมายเหตุที่ว่า การที่เดินจากมาก็ไม่ได้เกิดจากปมปัญหาขัดแย้งแต่อย่างไร
แต่คงเป็นเพราะความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอนาคตยิ่งใหญ่ให้กับบริษัทที่ในวันนี้อาจมีสถานะเป็นแค่ "มดตัวเล็กๆ" สามารถพลิกผันจนกลายเป็น "ช้าง" ได้ภายในไม่ช้า เนื่องจากสเตรกา วางแผนจะเติบโตและนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แน่นอนว่าเป้าหมายดังกล่าวคงเกิดขึ้นไม่ได้หากเพียงอาศัยความเก่งที่มีอยู่เดิม แต่จำเป็นต้องดึง "เลือดใหม่" เข้ามาเสริมเพื่อให้เกิดความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
แน่นอนหนึ่งในเลือดใหม่ที่ว่าก็คือ ตฤณ เนื่องจากมีความรู้และประสบการณ์ที่โดดเด่น เพราะนอกจากการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมอุตสาหการ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร
ม.ธรรมศาสตร์ และ ปริญญาโท วิศวกรบริหารโครงกร ม.นิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลียแล้ว เขายังผ่านประสบการณ์การทำงานกับโตโยต้าซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำสำหรับคนทำงานอีกด้วย
"โจทย์ที่ผมได้รับเมื่อมานั่งที่นี่ก็คือ มาเรียนรู้จากคุณจอห์น บาร์ตัน กรรมการผู้จัดการให้มากที่สุด รวมถึงต้องเอาความรู้ ระบบบริหารจัดการต่างๆจากองค์กรใหญ่อย่างโตโยต้ามาปรับใช้ ซึ่งในความเป็นจริงสเตรกาเป็นบริษัทมีระบบที่ดีอยู่แล้ว แต่เมื่อมีแผนจะขยายการเติบโต จากเดิมที่เคยเป็นองค์กรเล็กๆ อยู่กันแบบอบอุ่น ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปคือมีการนำเอา คน ระบบ และเครื่องมือต่างๆ มาใช้มากยิ่งขึ้น"
ซึ่งคงไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงชนิดจากหน้ามือเป็นหลังมือ หรือถึงขั้นปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร แต่เป็นการนำเอาระบบดีๆ เข้ามาผสมผสานเพื่อสร้างกระบวนการทำงานและผลลัพธ์เพื่อให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ตฤณบอกว่า ในเบื้องต้นเรื่องที่เขามุ่งเน้นก็คือ การพัฒนาศักยภาพของคน และการประหยัดต้นทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมสต็อก และยังมองว่าระบบ KANBAN (อ่านว่าคัมบัง) นั้นมีความเหมาะสมสามารถนำเข้ามาปรับใช้ได้ในอนาคตอันใกล้
เมื่อพูดถึงเรื่องของการเปลี่ยนแปลง เกิดคำถามว่าผู้บริหารรุ่นใหม่อย่างเขามีมุมมองอย่างไร คำตอบก็คือ การเปลี่ยนแปลงในองค์กรนั้นเกิดขึ้นอยู่เสมอ หากใครไม่สามารถยอมรับได้ ดีที่สุดก็ควรลาออก
"สักวันเรากับองค์กรก็ต้องแยกทางกันไป แต่ไม่มีวันที่องค์กรจะล้มด้วยเหตุผลที่ใครบางคนขาดหายไป เพราะองค์กรเป็นเหมือนเครื่องจักรใหญ่ที่พนักงานแต่ละคนเป็นแค่ฟันเฟืองเล็กๆ เท่านั้น ถ้าผมบอกว่า องค์กรนี้คงขาดผมไม่ได้ แสดงว่าผิดแล้ว องค์กรจะต้องอยู่ได้ แม้คนในระดับผู้บริหารถือเป็นฟันเฟืองตัวใหญ่ก็อาจส่งผลแค่ทำให้องค์กรสะดุดบ้าง ติดขัดบ้าง แต่ในไม่ช้าเขาก็จะหาฟันเฟืองตัวใหม่มาทดแทนได้"
ทว่าในกรณีที่สามารถยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ คนๆ นั้นก็ควรพิจารณาตัวเองและหาทางปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม สอดคล้องกับแนวทางขององค์กร แต่ไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะต้องเป็นฝ่ายถูกอยู่เสมอไป เพราะถ้าพนักงานส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับเป้าหมายหรือการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น หากองค์กรดึงดันจะมีโอกาสเสียหายสูงมาก ดังนั้นการปรับเปลี่ยนหรือปรับตัวเป็นหน้าที่ของทุกๆ ฝ่าย
อะไรคือความท้าทาย กับตำแหน่งใหญ่ในบ้านหลังเล็กที่ชื่อ สเตรกา ตฤณบอกว่าคงเป็นเรื่องของเวลามากกว่า เพราะเขามองว่าความสำเร็จของงานมีความเป็นไปได้สูง ตรงกันข้ามการเรียนรู้กับหน้าที่รับผิดชอบ กับหน้าที่ใหม่คงต้องอาศัยระยะเวลา จนถึงขั้นที่ในบางวันเขายอมรับว่าแทบไม่อยากหลับอยากนอนเพราะกลัวจะเสียเวลาเลยทีเดียว
"ถ้าถามถึงเรื่องสมดุลชีวิต ผมมองว่าถ้าเราสนุกกับการทำงาน ชีวิตกับการทำงานก็คือสิ่งเดียวกัน ไม่รู้ผมผิดหรือถูก ผมอ่านหนังสือก็มักพบว่าผู้สำเร็จทุกคน ไม่มองว่าทุกวันคือการทำงาน แต่เป็นการได้ทำในสิ่งที่รัก ผมก็รู้สึกเป็นอย่างนั้น ผมจะมีกระดาษแผ่นหนึ่งแบ่งออกเป็นสี่ช่องเพื่อเขียนถึงสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันว่ามีอะไรที่ สำคัญมาก เร่งด่วนมาก สำคัญน้อย เร่งด่วนน้อย หรืออย่างในกรณีที่เป็นวันเสาร์ที่ปกติคนอื่นๆ อาจไม่อยากไปทำงาน แต่สำหรับผมพร้อมจะไปทำงานอยู่เสมอ"
ตรงกันข้ามที่ตฤณบอกว่าความยอมรับในเรื่องของอายุงาน หรือความเป็นผู้บริหารหน้าใหม่ เป็นอะไรที่เขาผ่านได้สบายมาก แม้ว่าช่วงเริ่มต้นก็มีความกังวลอยู่บ้าง แต่เพราะอาศัยการลงไปพูดคุยอย่างใกล้ชิดจึงสามารถทลายกำแพงลงได้ในพริบตา
"แรกๆ ผมไปอยู่ในไซต์ก็นานเป็นเดือนๆ เพื่อศึกษาว่าอะไรเป็นอะไร โดยผมไม่ได้ใช้อำนาจว่าต้องลงไปสั่ง แต่จะใช้วิธีบริหารอย่างใกล้ชิด ผมมองว่าทุกคนใน องค์กรมีค่าเท่ากันหมด ผมลงไปคลุกคลีพวกเขา พนักงานสามารถเดินมาพูดคุยหรือบอกปัญหาที่เกิดขึ้นกับผมได้เลยทุกคน ทุกระดับ "
ส่วนหลักการในการทำงานนั้น ตฤณจะโฟกัสใน 4 เรื่อง อันดับแรกคือ เป้าหมาย เพราะไม่ว่าจะเป็นธุรกิจหรือนักกีฬา อย่างเช่น นักวิ่ง หรือนักยิงธนู ถ้าไม่กำหนดเป้าหมายก็ย่อมไม่มีวันเก่งหรือประสบความสำเร็จได้ สอง เส้นทางไปสู่เป้าหมาย สาม เส้นทางนั้นย่อมออกนอกลู่นอกทาง ไม่เป็นไปตามที่ต้องการจำเป็นต้องคอยปรับให้อยู่ในทิศทางที่ถูกต้องเสมอ สี่ ระหว่างทางจำเป็นต้องหยุดพักเพื่อชื่นชมกับความสำเร็จที่เกิดขึ้น พร้อมกับให้รางวัลกับคนใต้บังคับบัญชา อย่าเอาแต่คิดมุ่งตะลุยไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว มิฉะนั้นคนทำงานอาจจะเหนื่อยล้าและไม่มีกำลังใจทำงานอีกต่อไป
โดยเป้าหมายของสเตรกาที่เขาวาดหวังว่าต้องไปให้ถึง ก็คือ การเป็นบริษัท HDD Contractor (ชื่อเฉพาะของธุรกิจขุดเจาะวางท่อก๊าซ) สัญชาติไทยที่มีผลการทำงานในคุณภาพเทียบเท่าสากล และมีลูกค้าทั่วโลกให้ความยอมรับ
"มองภาพในอีก 5 ปี ข้างหน้า เราอยากจะเป็นบริษัทที่ก้าวออกไปรับงานที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีมาตรฐานสูงอย่างเช่นยุโรป หรือการไปรับงานองค์กรใหญ่ๆ ระดับโลก ซึ่งเบื้องต้นเราคงต้องทดลองแหย่ขาออกไปในประเทศใกล้ๆ เสียก่อน เพราะสิ่งที่กังวลก็คือความแตกต่างของผู้คนและวัฒนธรรมของแต่ละชาติ"
ตฤณย้ำว่า เขามั่นใจถึงความเป็นไปได้ เนื่องจากในเวลานี้บริษัทมีจุดแข็งอยู่หลายด้าน หนึ่งคือ คุณภาพ ซึ่งสเตรกาเป็นบริษัทเดียวของไทยในธุรกิจ HDD ที่ได้มาตรฐาน ISO 9001 สอง มีการศึกษางานอย่างจริงจัง และการันตีว่าจะทำงานให้ลูกค้าสำเร็จลุล่วงทุกครั้ง ไม่ว่างานจะยากง่ายเพียงไรก็ตาม สาม เครื่องจักร ที่บริษัทเลือกเป็นสินค้าเกรดดีที่นำเข้าจากอเมริกา ตลอดจนชิ้นส่วน และอะไหล่เป็นของแท้ สี่ บริษัทมีพาร์ทเนอร์ทั้งในและต่างประเทศ ห้า พนักงานในองค์กร แม้อาจมีการศึกษาไม่สูงมากนักแต่ถือเป็นแรงงานฝีมือ ทั้งยังมีใจรักและทุ่มเทให้กับการทำงาน
"องค์กรแห่งนี้ทำให้ผมได้ใช้ศาสตร์ทั้งบุ๋นและบู๊ และมีงานอีกเยอะให้รอให้ทำเพื่อให้มันสำเร็จ เป็นเหมือนการที่ผมกำลังค่อยๆ สร้างทางเพื่อให้ไปสู่แสงสว่างที่เห็นอยู่ที่ปลายอุโมงค์ มันต่างไปจากตอนที่ผมอยู่ที่โตโยต้าที่นั่นเขาจะกำหนดเส้นทางมาให้เลยว่า คุณต้องเดินไปตามทางนี้และรับรองว่าคุณจะไม่หลงทาง"
ว่ากันว่า ชีวิตของคนแต่ละคนนั้นเป็นเหมือนหนังเรื่องยาว อนาคตในภายภาคหน้าของเขาจะฝันไกลเพียงใด คงต้องติดตาม









