"โนเบิล" คาดแผนขายหุ้นเพิ่มทุนสะดุด การเมืองเปลี่ยนแปลง ด้านที่ปรึกษากฎหมายยอมรับการเพิ่มทุนเป็นการป้องกันถูกเทคโอเวอร์แบบไม่เป็นมิตร
จากกรณีที่บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ (NOBLE) ประกาศเพิ่มทุนเพื่อจัดสรรให้นักลงทุนประเภทเฉพาะเจาะจง (PP) 200 ล้านหุ้น คิดเป็น 40% ของทุนจดทะเบียน โดยที่มาของการเพิ่มทุนครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการพิจารณาในที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2557 โดยไม่ได้แจ้งผู้ถือหุ้นล่วงหน้า ส่งผลมีผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่เห็นด้วย และเดินหน้าร้องเรียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนกระทั่งรวมตัวกันไปยื่นฟ้องร้องต่อศาลแพ่ง ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาคดี
แหล่งข่าวฝ่ายกฎหมายของโนเบิล เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนแบบพีพี ขณะนี้ยังไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ เพราะสถานการณ์การเมือง มีการเปลี่ยนแปลงทำให้ยังไม่มีนักลงทุนรายใดๆ ให้ความสนใจ ซึ่งผู้บริหารบริษัทประเมินว่า ยังคงไม่ต้องรีบดำเนินการ
นอกจากนี้ ต้องยอมรับว่า แผนการเพิ่มทุนครั้งนี้ เป็นการป้องกัน เพื่อไม่ให้ถูกซื้อกิจการแบบไม่เป็นมิตร (Hostile Takeover) ที่ผ่านมามีกลุ่มนอมินีต่างประเทศ ได้ทยอยซื้อหุ้นจนถือครองหุ้นในระดับสูงสุด ในฐานะที่ปรึกษากฎหมาย มั่นใจว่าการดำเนินการในที่ประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อเสนอวาระการเพิ่มทุน มีการดำเนินตามขั้นตอนของกฎหมายและมีจำนวนเสียงที่สนับสนุนเพียงพอ
"ตอนนี้มีผู้ถือหุ้นได้ฟ้องร้องต่อศาลแพ่งเพื่อคัดค้าน และให้ยกเลิกผลการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ซึ่งเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาชั้นศาล" "แหล่งข่าวกล่าว
ด้านแหล่งข่าวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่บริษัทโนเบิลมีแผนจะเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนแบบพีพี คาดไม่สามารถทำได้เพราะหุ้น 200 ล้านหุ้นที่ได้รับอนุมัติจากการประชุมผู้ถือหุ้น อาจผิดกฎหมาย รวมทั้งมีผู้ถือหุ้นรายย่อย ได้ยื่นฟ้องร้องต่อศาลแล้ว จึงต้องรอให้การพิจารณาคดีเรียบร้อยก่อน
"ตลาดหลักทรัพย์ ทำได้เพียงแต่การสั่งให้ชี้แจงความถูกต้อง และบริษัทควรจะคำนึงถึงหลักการปฏิบัติของบรรษัทภิบาล (CG) คำนึงถึงผลการทบต่อผู้ถือหุ้นให้มีความเท่าเทียมกัน"
สำหรับการเคลื่อนไหวราคาหุ้นหลังจากประกาศเพิ่มทุน พบว่า ราคาหุ้นลดลง 6.90% จากราคา 11.60 บาท เหลือ 10.80 บาท ล่าสุดปิดตลาดที่ราคา ** บาท ซึ่งราคาหุ้นปรับลดลงแรงกว่าดัชนีกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในรอบเดือนพ.ค. ลดลง 2.91%
ก่อนหน้านี้ ตลาดหลักทรัพย์ ขอให้ โนเบิล ดำเนินการตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยคำนึงถึงสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน เพราะตามที่โนเบิล แจ้งมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น เมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยมีผู้ถือหุ้นถือหุ้นรวมกัน 211,256,623 หุ้น คิดเป็น 46.28% เสนอให้เพิ่มวาระการเพิ่มทุนให้กับบุคคลในวงจำกัด 200 ล้านหุ้น คิดเป็นการเพิ่มทุน 43.81% ของทุนชำระเดิมก่อนการเพิ่มทุน
ทั้งนี้วาระดังกล่าว เป็นเรื่องสำคัญที่กระทบต่อสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้น โดยโนเบิล ควรแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบล่วงหน้า ก่อนการประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อให้เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี
ดังนั้น จึงให้บริษัทชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการเพิ่ม วาระการประชุมผู้ถือหุ้นโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้าดังกล่าว ซึ่งบริษัทชี้แจงมาว่า ก่อนการประชุมมีผู้ถือหุ้น ได้แจ้งแก่ประธานกรรมการว่า บริษัทควรพิจารณาปรับโครงสร้างทางการเงินและการเพิ่มทุน โดยที่กรรมการบริษัทท่านอื่นไม่ทราบเรื่องการขอเพิ่มวาระการเพิ่มทุนให้แก่บุคคลในวงจำกัดล่วงหน้า
ทั้งนี้ กลุ่มผู้ถือหุ้นที่เสนอให้เพิ่มวาระการเพิ่มทุน เห็นว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนของบริษัทปัจจุบันอยู่ในระดับค่อนข้างสูง และการขายหุ้นเพิ่มทุนให้บุคคลในวงจำกัด เป็นการระดมทุนที่สะดวก ใช้เวลาสั้นมีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก โดยคณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการตรวจสอบ มีความเห็นว่า การเสนอให้เพิ่มวาระการเพิ่มทุนดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายและเหมาะสมดีแล้ว
หลังจากตลาดหลักทรัพย์ ได้พิจารณาแล้ว กลับเห็นว่า โนเบิลมีสถานะเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีผู้ถือหุ้นจำนวนมาก จึงควรดำเนินการให้เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ที่กำหนดให้บริษัทจดทะเบียน รวมถึงคณะกรรมการและผู้บริหาร ควรคำนึงถึงสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะการประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อพิจารณาอนุมัติเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อโครงสร้างทุน และผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้น จะต้องดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่าคณะกรรมการบริษัทได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างรอบคอบ และให้ผู้ถือหุ้นได้มีเวลาศึกษาข้อมูล เพื่อประกอบการตัดสินใจอย่างเพียงพอ
โดยผู้ถือหุ้นที่เป็นผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียน ไม่ควรเสนอ หรือสนับสนุนการเสนอให้เพิ่มวาระการประชุมผู้ถือหุ้นที่สำคัญดังกล่าว ซึ่งไม่ได้มีการแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบล่วงหน้า โดยไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน
ตลาดหลักทรัพย์ จึงขอให้โนเบิล รวมถึงคณะกรรมการและผู้บริหารของบริษัท ดำเนินการให้เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีโดยเคร่งครัด และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น และผู้ลงทุนต่อไป









