วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สรุปภาวะตลาดเงินตลาดทุนรายสัปดาห์ วันที่ 19-23 พฤษภาคม 2557

ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้

อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น

อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวต่อเนื่อง โดยธนาคารพาณิชย์มีการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงปลายเดือน ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) อยู่ที่ 1.90% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน อยู่ที่ 2.00% เท่ากับสัปดาห์ก่อนเช่นกัน

ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 26-30 พ.ค. 2557 ธนาคารพาณิชย์จะมีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ รวมทั้งจะมีการตัดจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำงวดสิ้นปี 2556 ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะยังทรงตัวต่อเนื่องใกล้ระดับ 2.00%

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.04% ในวันศุกร์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับระดับ 2.94% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองไทยซึ่งส่งผลให้มีแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ ตลอดจนความกังวลต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ หลังการรายงานตัวเลขจีดีพีของไทยที่หดตัวในไตรมาส 1/57

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.55% ในวันพฤหัสบดี ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับระดับ 2.52% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯปรับเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ โดยมีแรงขายทำกำไรจากนักลงทุน แต่ปรับลดลงในวันอังคารจากความเห็นของเจ้าหน้าที่เฟดที่ระบุว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยน่าจะไม่เกิดขึ้นเร็วนัก ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ ท่ามกลางการรายงานข้อมูลภาคการผลิต และภาคอสังหาริมทรัพย์ที่สดใสของสหรัฐฯ

ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน

ค่าเงินบาท (Onshore)

เงินบาทผันผวนอ่อนค่า โดยเงินบาทอ่อนค่าไปที่ 32.66 บาทต่อดอลลาร์ฯ ตอบรับข่าวการประกาศใช้กฎอัยการศึก ก่อนจะปรับฐานกลับมาเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 32.40-32.55 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงกลางสัปดาห์เพื่อรอประเมินภาพการเมืองที่แน่ชัด (ประกอบกับมีการคาดการณ์ว่า อาจมีแรงขายเงินดอลลาร์ฯ บางส่วนจากธปท.เพื่อดูแลเสถียรภาพของตลาด) หลังมีการประกาศควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ โดยคสช. อย่างไรก็ดี เงินบาททยอยอ่อนค่าลงอีกครั้งช่วงปลายสัปดาห์ เนื่องจากความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองยังคงกระตุ้นให้นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นและพันธบัตรไทย

ในวันศุกร์ (16 พ.ค.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.60 เทียบกับระดับ 32.49 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (9 พ.ค.)

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (26-30 พ.ค.) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 32.40-32.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยต้องจับตาสถานการณ์การเมืองในประเทศ การเลือกตั้งประธานาธิบดีในยูเครน (25 พ.ค.) ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI เขตชิคาโก ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ค. ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย เดือนเม.ย. ดัชนีราคาบ้านเดือนมี.ค. จีดีพีประจำไตรมาส 1/57 (ประกาศครั้งที่ 2) และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ อนึ่ง ตลาดการเงินสหรัฐฯ จะปิดทำการในวันจันทร์ที่ 26 พ.ค. เนื่องในวันเมมโมเรียล เดย์

เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ

เงินยูโรอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน หลังจากปรับตัวขึ้นช่วงสั้นๆ ต้นสัปดาห์ ท่ามกลางสัญญาณที่ไม่แน่ชัดเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ แม้ว่าเฟดจะยังคงเดินหน้าลดวงเงินมาตรการ QE อย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนข้างหน้า อย่างไรก็ดี เงินยูโรทยอยอ่อนค่าลงตั้งแต่ในช่วงกลางสัปดาห์ท่ามกลางการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางยุโรปใกล้จะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม ประกอบกับมีปัจจัยลบจากการร่วงลงมากเกินคาดของดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเยอรมนีของสถาบัน Ifo

เงินเยนอ่อนค่าลงช่วงท้ายสัปดาห์ หลังแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 3 เดือนครึ่งที่ 100.80 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงกลางสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ดี เงินเยนล้างช่วงบวกทั้งหมดลงและกลับมาอ่อนค่าในช่วงปลายสัปดาห์ หลังจากรายงานการประชุมเฟดบ่งชี้ว่า เฟดจะยังคงชะลอมาตรการ QE ต่อเนื่องต่อไป ขณะที่ ดัชนี PMI ภาคการผลิต (ขั้นต้น) ในเดือนพ.ค. และยอดขายบ้านมือสองในเดือนเม.ย. ของสหรัฐฯ ที่ดีเกินคาดก็เป็นปัจจัยบวกของเงินดอลลาร์ฯ ด้วยเช่นกัน

ในวันศุกร์ (23 พ.ค.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.3620 เทียบกับ 1.3692 ดอลลาร์ฯ ต่อ ยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า (16 พ.ค.) ส่วนเงินเยนอยู่ที่ 101.94 เทียบกับ 101.49 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า

ตลาดทุน

ตลาดหุ้นไทย

ดัชนี SET ปรับตัวลดลง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,396.84 จุด ลดลง 0.60% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 2.68% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 39,401.24 ล้านบาท โดยนักลงทุนรายย่อย นักลงทุนสถาบันและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 419.56 จุด เพิ่มขึ้น 0.96% จากสัปดาห์ก่อน

ตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มตัวขึ้นในวันจันทร์ ก่อนที่จะขยับลงในวันอังคาร โดยมีแรงขายของนักลงทุนต่างชาติหลังการประกาศใช้กฎอัยการศึก อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสามารถฟื้นตัวขึ้นในช่วงกลางสัปดาห์ ท่ามกลางความคาดหวังเชิงบวกจากการประชุมหาทางออกของประเทศ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงอีกครั้งในวันศุกร์จากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ เพื่อรอดูความชัดเจนเกี่ยวกับรัฐบาลชุดใหม่ หลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เข้าควบคุมอำนาจการปกครอง

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์หน้าระหว่างวันที่ 26-30 พ.ค. 2557 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีน่าจะแกว่งตัวผันผวน โดยตลาดคงจะให้น้ำหนักกับปัจจัยการเมืองในประเทศ ขณะที่การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน เครื่องชี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ และความเชื่อมั่นผู้บริโภค ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,375 และ 1,356 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,397 และ 1,402-1,407 จุด ตามลำดับ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ดัชนี DJIA ปรับตัวเพิ่มขึ้น ท่ามกลางข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาดี โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ดัชนี DJIA ปิดที่ 16,543.08 จุด เพิ่มขึ้น 0.31% จากสัปดาห์ก่อน ดัชนี DJIA ปรับเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ โดยได้รับปัจจัยหนุนจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี แต่ดัชนีร่วงลงในวันอังคารจากแรงขายหุ้นกลุ่มค้าปลีก ท่ามกลางผลประกอบการที่ออกมาน่าผิดหวัง โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯฟื้นตัวขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ หลังจากบันทึกการประชุมเฟดยังคงบ่งชี้ว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยยังไม่น่าจะเกิดขึ้นโดยเร็ว ขณะที่เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯที่มีการรายงานออกมาต่างให้ภาพการฟื้นตัวที่สดใสของเศรษฐกิจ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ดัชนี Nikkei ปรับเพิ่มขึ้นท่ามกลางพัฒนาการเชิงบวกของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และจีน โดยเมื่อวันศุกร์ ดัชนี Nikkei ปิดที่ 14,462.17 จุด เพิ่มขึ้น 2.59% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวลงในวันจันทร์ โดยมีแรงขายท่ามกลางความกังวลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน แต่ฟื้นตัวขึ้นในวันอังคารหลังจากทิศทางค่าเงินเยนมีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ตลาดหุ้นปรับตัวลงอีกครั้งในวันพุธ หลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่นยังคงขนาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับเดิม อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นญี่ปุ่นดีดตัวขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ และข้อมูลภาคการผลิตที่ฟื้นตัวขึ้นของจีน