นักวิจัยเตือนเศรษฐกิจไทยซึมยาว หนี้ครัวเรือนพุ่ง-การเมืองจบก็ไม่ฟื้น
รายการ Ringside สังเวียนหุ้น ทางสถานีโทรทัศน์ NOW26 ตอน "จับตาการเมืองแรง ฉุดเศรษฐกิจร่วง" นักวิจัยด้านตลาดเงินชี้เศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง หลังปัญหาขัดแย้งการเมืองยืดเยื้อ ไร้ทางออก แนะนำประชาชนให้ใช้จ่ายอย่างประหยัด เลิกก่อนหนี้ เหตุตัวเลขหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงขึ้นมาก
นายอมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัยเศรษฐกิจและตลาดการเงิน สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า หลายคนอาจมองว่าปัจจัยหรือเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ คือ การส่งออก แต่ทางสำนักวิจัยฯมองว่า แม้การส่งออกจะดีขึ้น แต่ก็ไม่โดดเด่น ไม่ได้เป็นความหวังที่ดีนักต่อเศรษฐกิจไทย เพราะไตรมาสแรกการส่งออกของไทยก็ยังไม่ดีนัก ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจสหรัฐหรือยุโรปเริ่มฟื้นตัวและปรับตัวดีขึ้น
"การส่งออกไม่ใช่ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ แม้ว่าการส่งออกจะดีขึ้น แต่ก็ไม่โดดเด่น ไม่มีอะไรที่น่าคาดหวัง ประกอบกับการบริโภคในประเทศที่ชะลอตัว การเบิกจ่ายมีปัญหา ความเชื่อมั่นที่ชะลอตัวลง การท่องเที่ยวก็แย่ ทุกอย่างมีสาเหตุมาจากปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อไร้ทางออก" นายอมรเทพ กล่าว
การเมืองจบ ศก.ก็ฟื้นยาก
นายอมรเทพ กล่าวต่อว่า สมมติว่าปัญหาการเมืองจบภายในเดือน มิ.ย. คิดว่าเศรษฐกิจปีนี้จะเติบโตแค่ไหน เศรษฐกิจทรุดตัวลงในทางลึกมาต่อเนื่องตั้งแต่เกิดวิกฤติการเมือง หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงขึ้นไม่หยุด จากข้อมูลที่ระบุว่าหนี้ครัวเรือนในปัจจุบันสูงมากกว่า 80% ของจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) นั้น จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ เพราะตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่พูดถึงกัน ไม่ได้รวมหนี้นอกระบบ หรือหนี้จากการหยิบยืมต่างๆ ที่ไม่ได้มีการแจ้งต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ด้วย
ทั้งนี้ หากพิจารณาจริงๆ แล้ว หนี้ครัวเรือนย่อมสูงกว่า 80% ดังนั้นต่อให้การเมืองจบ ไม่ว่าจะวันนี้ พรุ่งนี้ หรือเดือนหน้า เศรษฐกิจก็ไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่อย่างที่ใครๆ คาดการณ์
"คนมองว่าปัญหาตอนนี้มีแค่การเมืองยุติ จบโดยเร็ว เศรษฐกิจก็น่าจะฟื้นตัว แต่ด้วยความที่การเมืองครั้งนี้ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจทางลึกมากขึ้น ต่อให้การเมืองจบ ไม่ว่าช้าหรือเร็วแค่ไหน การที่จะให้เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วและแรงก็คงเป็นไปไม่ได้แน่นอน”
จบแบบมีเลือกตั้งดีที่สุด
นายอมรเทพ กล่าวอีกว่า โดยส่วนตัวมองว่าทางออกของปัญหาการเมืองที่ดีที่สุดคือ "การเลือกตั้ง" แต่สิ่งที่ต้องกังวลคือ กว่าจะไปถึงจุดนั้นคงเป็นเรื่องยากลำบากพอสมควร เพราะคงไม่สามารถเดินหน้าเลือกตั้งได้ทันที อาจจะต้องผ่านกระบวนการหานายกรัฐมนตรีคนกลาง การปฏิรูปการเมือง ต้องฝ่าการชุมนุมของฝ่ายที่คัดค้าน ซึ่งการเมืองก็จะยืดเยื้อต่อไปอีกเรื่อยๆ ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจก็จะแย่ลงไปเรื่อยๆ เช่นกัน
"กว่าที่จะมีการเลือกตั้ง ระหว่างทางที่จะเดินไปถึงตรงนั้นอุปสรรคมันมากพอสมควร กว่าที่จะเลือกตั้งจบ มีการจัดตั้งรัฐบาล ก็ต้องใช้เวลามากกว่า 6 เดือน กว่างบประมาณจะเบิกจ่ายได้ก็ปีถัดไป เศรษฐกิจก็ยิ่งแย่ หนี้ครัวเรือนก็ยิ่งสูงขึ้น แม้วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้จะไม่รุนแรงเท่าต้มยำกุ้ง แต่ที่เหมือนกันอย่างหนึ่งคือ เศรษฐกิจอยู่บนความไม่แน่นอน" หัวหน้าส่วนวิจัยเศรษฐกิจและตลาดการเงิน สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ระบุ
จับตาเงินไหลออกช่วงปลายปี
เขายังประเมินว่า ช่วงนี้เงินยังไหลเข้าตลาดหุ้นไทยและตลาดตราสารหนี้ต่อเนื่อง แต่ในช่วงปลายปีน่าจะเริ่มเห็นสัญญาณการไหลออกจากนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐที่น่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงกลางปีหน้า สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าทิศทางค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงในช่วงปลายปี ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น และสำนักวิจัยต่างประเทศน่าจะมีการปรับเปลี่ยนเครดิตเรทติ้งของไทยให้เป็นเชิงลบ ซึ่งตอนนั้นจะเป็นหน้าที่ของ ธปท.จะจัดการกับวิกฤติเรื่องนี้อย่างไร
"เป็นเรื่องลำบากที่แบงก์ชาติต้องตัดสินใจ หากถึงช่วงหนึ่งที่เงินบาทอ่อนค่า อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ก็ต้องขึ้นดอกเบี้ย แต่จะขึ้นได้หรือไม่ เพราะเศรษฐกิจของประเทศยังแย่จากสถานการณ์การเมืองที่ยืดเยื้อ สิ่งที่ประชาชนต้องทำ คือ อย่าก่อหนี้เพิ่ม ต้องดูศักยภาพของตัวเองว่ามีมากแค่ไหน" นายอมรเทพ กล่าว
เชื่อ ศก.ฟื้นครึ่งปีหลัง
นายศุภกร สุนทรกิจ กรรมการผู้จัดการ บล.เอเชีย เวลท์ กล่าวว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังคงอยู่กับคนไทยอีกสักพักหนึ่ง โดยหากสถานการณ์การเมืองยืดเยื้อแต่ไม่รุนแรง เศรษฐกิจของประเทศก็น่าจะเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญคือ "ภาคเอกชน" เพราะต่อให้การเมืองยืดเยื้อฉุดเศรษฐกิจมากแค่ไหน แต่ภาคเอกชนคงไม่ยอมให้ธุรกิจของตนชะลอลงตามเศรษฐกิจ
"แม้การเมืองจะชะลอฉุดเศรษฐกิจ แต่ภาคเอกชนไทยเขาต้องทำให้ธุรกิจของเขาอยู่รอดให้ได้ ดังนั้นจึงเห็นว่าตราบใดที่การเมืองไม่รุนแรง ไม่มีการรบราฆ่าฟัน เศรษฐกิจก็จะเดินต่อไปได้ ผมเชื่อว่าการเมืองยืดเยื้อไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวเท่าการเมืองที่รุนแรง เรามองว่าจีดีพีปีนี้น่าจะเติบโตได้ประมาณ 2% กว่าๆ ยกเว้นว่าหากเกิดเหตุการณ์รุนแรง จะกระทบทุกอย่างมาก" นายศุภกร ระบุ
มีรัฐบาลใหม่ - ศก.ไทยพุ่ง
กรรมการผู้จัดการ บล.เอเชีย เวลท์ กล่าวอีกว่า ทางเลือกที่ดีกับเศรษฐกิจมากที่สุดในตอนนี้ คือ การมีรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลถาวรหรือชั่วคราว ทั้งนี้เพื่อให้มีการจัดการเรื่องงบประมาณและเบิกจ่ายงบประมาณออกมาเพื่อลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันสิ่งที่ประชาชนทุกคนต้องการคือ อยากเห็นการเมืองยุติ การมีรัฐบาล มีนายกรัฐมนตรีจะเป็นผลดีกับเศรษฐกิจมากที่สุด
"การมีรัฐบาลเป็นสิ่งที่ดีที่สุด อาจจะเป็นรัฐบาลชั่วคราวก็ได้ แต่รัฐบาลถาวรจะดีที่สุด การมีรัฐบาลก็เพื่อให้เกิดการเบิกจ่ายงบประมาณมาลงทุนให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ แต่ถ้ารัฐบาลไม่เกิด การเมืองยืดเยื้อไปเรื่อยๆ ทุกอย่างก็ยิ่งแย่ เพราะจะไม่มีใครที่จะมีอำนาจในการสั่งการ ไม่มีความชัดเจนในเรื่องใดๆ สักเรื่อง ประเทศก็แย่"
เชื่อไทยเจอหั่นเครดิตแน่
จากสถานการณ์การเมืองที่ยืดเยื้อต่อเนื่องในขณะนี้ นายศุภกร มองว่า ท้ายที่สุดแล้วหากไม่มีข้อสรุป ประเทศไทยจะโดนหั่นเครดิตความน่าเชื่อถือของประเทศแน่ อย่างล่าสุดสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส แม้จะไม่ได้หั่นเครดิตไทย และได้ปรับเป็นเชิงลบแล้ว ซึ่งท้ายที่สุดมองว่าหากการเมืองยังยืดเยื้อไปแบบนี้ ก็ต้องโดนหั่นเครดิตในสักวันหนึ่งแน่นอน
"ตอนนี้ถูกปรับเป็นเชิงลบ หากยังยืดเยื้อก็ต้องโดนหั่นเครดิต ขณะที่แนวโน้มตลาดหุ้นนั้น เรามองว่าตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันถือว่าแข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ แม้จะมีการผันผวนบ้าง แต่ก็สามารถยืนแข็งแกร่งได้ โดยประเมินว่าในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะเห็นดัชนียืนเหนือ 1,450 จุดได้ แต่ด้วยความที่ตลาดหุ้นยังมีความไม่แน่นอนสูง ดังนั้น จึงแนะนำลงทุนเพียง 50% ของพอร์ต และถือเงินสดอีก 50% โดยแนะนำหุ้นที่มีปันผลดี" กรรมการผู้จัดการ บล.เอเชีย เวลท์ กล่าวทิ้งท้าย









