วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คลังเล็งกู้6หมื่นล้านจ่ายจำนำข้าว

รัฐบาลเล็งกู้อีก6หมื่นล้านบ.จ่ายหนี้จำนำข้าวชาวนา คาดภายในเดือนนี้มีความชัดเจน ขณะที่การปิดบัญชีโครงการช่วง3ปีที่ผ่านมาดำเนินการเสร็จพ.ค.

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมกู้เงินอีกครั้งในวงเงิน 6 หมื่นล้านบาท เพื่อจ่ายจำนำข้าวที่ยังค้างจ่ายแก่ชาวนาในโครงการจำนำข้าวของรัฐบาล ขณะนี้ กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างพยายามเคลียร์ปัญหาอุปสรรค และความไม่เข้าใจต่างๆ ของสถาบันการเงินผู้ให้กู้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและความสบายใจแก่สถาบันการเงิน ซึ่งคาดว่าภายในเดือนนี้ จะมีความชัดเจน

"หากสถาบันการเงินกังวลเรื่องข้อกฎหมาย เราก็จะดำเนินการแก้ไข ไม่ว่าจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ หรือ ให้กรรมการการเลือกตั้ง หรือกกต.พิจารณา เพื่อให้คลายกังวล"นายทนุศักดิ์กล่าวและว่า การดำเนินการกู้เงินเพื่อใช้ในโครงการจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล มีมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2557 รองรับว่า ให้สามารถกู้เงินเพื่อการนี้ได้

รัฐยังค้างค่าข้าว 8.2 หมื่นล้าน

ทั้งนี้ จนถึงปัจจุบันรัฐบาลยังค้างจ่ายหนี้ชาวนาอยู่จำนวน 8.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) คาดว่าจะสามารถระดมเงินเข้ากองทุนช่วยเหลือชาวนาอีก 1 หมื่นล้านบาท (จากปัจจุบันที่ระดมได้มาแล้ว 1.2 หมื่นล้านบาท) ซึ่งจะใช้เงินกองทุนอีก 1 หมื่นล้านบาท จ่ายค่าจำนำให้ชาวนา ก็จะเหลือเงินค้างจ่ายอีกประมาณกว่า 7 หมื่นล้านบาท และจะใช้เงินจากการระบายข้าวที่เข้ามาเดือนละ 1 หมื่นล้านบาท จ่ายให้ชาวนา ก็จะเหลือเงินค้างชาวนาประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเป็นการระดมเงินกู้ในตลาดเงิน

เขายังกล่าวถึงการขยายจำนวนบัตรสินเชื่อเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรใช้จ่ายผ่านบัตรเพื่อซื้อปัจจัยการผลิต โดยได้ระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยนานถึง 5 เดือน เป็นการลดภาระทางการเงินของเกษตรกรนั้น ปัจจุบันมีการออกบัตรให้เกษตรกรไปแล้ว 4.08 ล้านบาท มีวงเงินใช้จ่ายผ่านบัตร 2.8 หมื่นล้านบาท มียอดหนี้เสียเพียง 0.46% ทั้งนี้ ธ.ก.ส.จะออกบัตรเพิ่มอีก 2 แสนบัตรภายในปีนี้ เพื่อให้ครอบคลุมเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนใหม่

คลังเร่งปิดบัญชีข้าว3ปีย้อนหลังในปีนี้

สำหรับเรื่องการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลนั้น กระทรวงการคลังก็จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนนี้เช่นกัน โดยราคาที่จะใช้ในการคำนวณราคาข้าวในสต็อกของรัฐบาลนั้น จะใช้ราคาที่รัฐบาลรับซื้อจากชาวนา เนื่องจากเป็นข้าวที่ยังไม่ได้ขายออกไป ดังนั้นจึงยังไม่ทราบชัดเจนว่า หากขายออกไปแล้ว ราคาตลาด ณ วันที่ขายออกไปจะเป็นเท่าไร ดังนั้นในเบื้องต้น จึงใช้ราคาที่รัฐบาลรับซื้อข้าวจากชาวนา เป็นฐานการคำนวณมูลค่าข้าวในสต็อกรัฐบาล ส่วนข้าวที่ขายออกไปแล้วในช่วงที่ผ่านมานั้น ก็จะใช้ราคาตลาด ณ วันที่ขายเป็นตัวคำนวณ

นายทนุศักดิ์ ยอมรับว่า การใช้ราคาที่รัฐบาลรับซื้อของรัฐบาล เป็นตัวคำนวณมูลค่าข้าวในสต็อก แม้จะไม่ทำให้ทราบผลขาดทุนที่ชัดเจนก็ตาม เนื่องจาก รัฐบาลรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด 40 -50% ซึ่งทำให้มูลค่าสต็อกของรัฐบาลมีราคาสูงขึ้น และทำให้ผลขาดทุนของรัฐบาล เมื่อคำนวณตามราคาตลาด ณ ปัจจุบัน ต่ำลง

อย่างไรก็ตาม ในเมื่อรัฐบาลยังไม่ได้ขายข้าวในสต็อกออกไป จึงไม่อาจทราบได้ว่า ราคาข้าวที่จะขายออกไปในอนาคตเป็นราคาเท่าไหร่ต่อหนึ่งตัน ดังนั้น จึงให้ใช้เกณฑ์ ราคารับซื้อของรัฐบาล เป็นตัวคำนวณมูลค่าใน สต็อก และต่อเมื่อข้าวในสต็อกได้ถูกระบายออกไป จึงให้วงเล็บราคาขายไว้ ดังนั้น การคำนวณผลขาดทุนของโครงการ จึงกำหนด ราคาข้าวสองราคา คือ ราคาที่รัฐบาลรับซื้อ ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาตลาด กับราคาขายตามราคาตลาด

แบงก์แจงยังไม่ได้รับหนังสือชี้ชวน

ทางด้านนายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ในขณะนี้ยังไม่ได้รับหนังสือจากภาครัฐแต่อย่างใด ซึ่งหากภาครัฐติดต่อมาธนาคารคงต้องนำรายละเอียดมาพิจารณา แต่ในเบื้องต้นเชื่อว่ายังมีความไม่ชัดเจนในรายละเอียดการกู้ยืม

แหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์อีกหนึ่งราย ระบุว่า ในขณะนี้ธนาคารยังไม่ได้รับการติดต่อจากหน่วยงานใดให้เข้ามาหารือถึงแนวทางออกในการปล่อยกู้เพื่อใช้ในโครงการรับจำนำข้าว แต่ยอมรับว่าโอกาสในการกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ยังมีความเป็นไปได้น้อย เนื่องจากธนาคารยังคงกังวลกับปัญหาเดิมที่มีอยู่ นั่นคือ การเป็นรัฐบาลรักษาการจะมีอำนาจในการก่อภาระผูกพันได้หรือไม่

"ยังคงติดประเด็นเดิม คือเรื่องกฎหมายว่าจะรองรับการกู้ยืมได้หรือไม่ จะถือเป็นภาระผูกพันหรือภาระใหม่ ทำให้โอกาสในการกู้ยืมครั้งนี้ก็ยังคงไม่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ"

กังขารัฐบาลรักษาการกู้ได้หรือไม่

นายกิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ประเด็นในการพิจารณาเงินกู้ในโครงการจำนำข้าวยังเป็นประเด็นเดิมว่ารัฐบาลรักษาการจะมีอำนาจในการกู้เงินหรือไม่ เพราะธนาคารเป็นห่วงในเรื่องกฎหมายมากกว่าเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ของภาครัฐ ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นหลักที่เราให้ความสำคัญตั้งแต่การพิจารณาในครั้งก่อนๆ

"เรายังให้น้ำหนักกับประเด็นทางกฎหมายเป็นหลัก ว่ารัฐบาลจะมีสิทธิในการขอกู้หรือไม่ ส่วนประเด็นทางสังคมเราก็ต้องมองในภาพรวม จะมองเฉพาะแรงปฏิกิริยาของคนในกทม.ไม่ได้ ต่างจังหวัดก็มีปฏิกิริยาอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งธนาคารกรุงไทยเป็นบริษัทจดทะเบียน เราก็ต้องทำให้ถูกทั้งกฎหมายและศีลธรรม"