หอแว่นกรุ๊ป ปรับตัวรับเศรษฐกิจซบเซา รุกเฮาส์แบรนด์ ขยายกลุ่มตลาดล่างเดินหน้าบุกเพื่อนบ้านกระจายความเสี่ยง ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนตลาดประเทศ50%
นายภาคี ประจักษ์ธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท หอแว่นกรุ๊ป จำกัด ผู้บริหารร้านแว่นตา หอแว่น และเบตเตอร์ วิชั่น เปิดเผยว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดี บริษัทได้ปรับแผนธุรกิจใหม่ โดยได้พัฒนาสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ "วิซ คอนเนคชั่น" ซึ่งผลิตในเกาหลี ระดับราคา 3,000-4,000 บาท เพื่อขยายฐานตลาดไปยังลูกค้ากลุ่มอายุน้อยลง หรือ 15-25 ปี โดยขณะนี้ได้เปิดช็อปสาขาแรกที่เซ็นทรัลพลาซ่า ปิ่นเกล้า ช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา และตั้งเป้าเปิดอีก 1 แห่งที่เดอะมอลล์ บางกะปิ ภายในปีนี้
นอกจากนั้นจะให้ความสำคัญกับการทำตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดในกลุ่มซีแอลเอ็มวี ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เวียดนาม และพม่า ในรูปแบบการร่วมทุนกับธุรกิจท้องถิ่น ด้วยสินค้า เบตเตอร์ วิชั่น เพื่อรองรับหรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 2558 หลังจากที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในมาเลเซียและสิงคโปร์ ที่มีสาขารวมกัน 21 สาขา
ขณะที่แผนขยายสาขาในประเทศจะเปิดช็อปหอแว่นเพิ่มอีก 3 แห่งในปีนี้ คือ เซ็นทรัล พลาซ่า ศาลายา, ระยอง และเซ็นทรัล เวสต์เกต บางใหญ่ ภายใต้งบลงทุนเฉลี่ยสาขา 4-6 ล้านบาท จากปัจจุบันมีอยู่ 130 สาขา แบ่งเป็นเบตเตอร์ วิชั่น 7 สาขา ที่เหลือ 123 สาขาเป็นหอแว่น โดยเน้นจับกลุ่มลูกค้าระดับ บีถึงเอ
"แผนการตลาดจากนี้ จะเน้นการสร้างแบรนด์ทั้งในและต่างประเทศ โดยเน้นถึงความด้านความเป็นผู้นำในเรื่องแว่นสายตา รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์และการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ร่วมมือกับศูนย์รักษ์สายตาโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน เพื่อจัดฝึกอบรมความรู้ให้แก่พนักงาน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริการที่มากกว่าร้านแว่นตา"
นายภาคีกล่าวว่า ยอดขายไตรมาสแรกที่ผ่านมาเติบโต 1-2% เทียบกับช่วงเดียวของปีก่อน ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายคือ 10% เป็นผลมาจากปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจ เป็นผลให้ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย ทำให้ต้องปิดสาขาที่ไม่ทำรายได้ 2 แห่ง อย่างไรก็ตามคาดว่าทั้งปีจะสามารถเติบโตได้ 5-6% แบ่งเป็นสัดส่วนรายได้จากในประเทศ 80% และต่างประเทศ 20% แต่คาดว่าอนาคตจะมีสัดส่วนเท่ากัน เพื่อกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ
สำหรับภาพรวมตลาดแว่นตามีมูลค่า 6,000 ล้านบาท ในปีนี้คาดว่าจะมีการเติบโต 5-6% และมีการแข่งขันยังสูงจากการที่เกิดปัญหาโอเวอร์ซัพพลายในปัจจุบัน ขณะที่อัตราการใช้แว่นของคนไทยอยู่ที่ 20-30% ของจำนวนประชากรถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับสิงคโปร์ ซึ่งอยู่ที่ 80% และมาเลเซีย 50%









