วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เตือนหุ้นผันผวนหวั่นรัฐบาลอ่อนแอ

สมาคมโบรกเตือนตลาดหุ้นยังผันผวน ยังไม่ใช่จังหวะโดดเข้าลงทุน แม้ไม่เกิดสุญญากาศทางการเมืองอย่างที่คาด แต่เป็นห่วงเสถียรภาพรัฐบาลรักษาการ

ภาพรวมตลาดหุ้นไทยวานนี้ (7 พ.ค.2557) ดัชนีเปิดตลาดในช่วงเช้าปรับลดลงแรงกว่า 15 จุด หลุดระดับ 1,400 จุด โดยปรับต่ำสุดที่ระดับ 1,388.29 จุด จากความกังวลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง แต่หลังจากศาลฯอ่านคำวินิจฉัย ให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่ง พร้อมรัฐมนตรีบางส่วนเท่านั้น ดัชนีก็ปรับขึ้นในช่วงบ่ายของวัน โดยปรับสูงสุดที่ระดับ 1,403 จุด และปิดตลาดที่ระดับ 1,402.61 จุด ลดลง 1.40 จุด หรือ 0.10% มูลค่าการซื้อขาย 3.2 หมื่นล้านบาทต่อวัน

นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส และนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยยังคงมีแนวโน้มผันผวนต่อ จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมือง ที่ต้องติดตามดูว่าขั้นตอนต่อไปหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีบางส่วนพ้นจากตำแหน่งรักษาการ โดยเป็นห่วงเสถียรภาพของนายกรัฐมนตรีรักษาการ และรัฐบาลรักษาการว่าจะมีเสถียรภาพเพียงพอต่อการดูแลเศรษฐกิจ และจัดการให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 20 ก.ค.นี้ได้อย่างราบรื่นหรือไม่

“ คำวินิจฉัยของศาลออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ เพราะก่อนหน้านี้ตลาดมองว่าอาจจะเกิดสุญญากาศทางการเมือง และมีการคัดค้านของกลุ่มผู้ชุมนุมและอาจมีความรุนแรงเกิดขึ้นได้ แต่เมื่อสถานการณ์ดีกว่าที่นักลงทุนมอง ดัชนีก็ปรับขึ้น อย่างไรก็ตามมองว่าในระยะสั้น ดัชนียังคงผันผวนอยู่ และยังไม่ใช่จังหวะที่นักลงทุนจะโดดเข้าลงทุน แต่ให้ติดตามดูสถานการณ์ จนกว่าจะมีสัญญาณการคลี่คลายอย่างไรก็ตามไม่ถึงขั้นที่จะให้หลีกเลี่ยงการลงทุน แต่เลือกมองการลงทุนในระยะยาว”

เธอกล่าวต่อว่า สำหรับมุมมองของนักลงทุนต่างชาติต่อตลาดหุ้นไทยนั้น ยังคงมีมุมมองที่ดี เห็นได้จากนักลงทุนที่เข้ามาร่วมงานการนำเสนอข้อมูลเศรษฐกิจและการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) จำนวนมากในช่วงวันที่ 6-7 พ.ค.ที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนเห็นว่าภายใต้ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง ผู้ประกอบการมีแผนในการบริหารงานอย่างไร ซึ่งก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะให้นักลงทุนต่างชาติกลุ่มนี้เข้ามาลงทุนในทันที แต่อยากให้เห็นภาพเศรษฐกิจและความสามารถของบจ.ไทย เพื่อการตัดสินใจลงทุนในระยะยาว

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ซึ่งก่อนหน้านี้คาดว่านายกรัฐมนตรี และครม.จะพ้นสภาพทั้งชุด ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวได้ในช่วงบ่ายของวัน หลังจากที่ปรับลดลงแรงในช่วงเช้า อย่างไรก็ตามคาดว่าจะเป็นเพียงการฟื้นตัวในระยะสั้นเท่านั้น และดัชนีจะผันผวน เพราะยังมีความไม่แน่นอนรออยู่อีกจำนวนมาก ทั้งโครงสร้างของรัฐบาลรักษาการที่อ่อนแอลง ซึ่งจะกระทบการดูแลเศรษฐกิจ และการคลัง ขณะที่การเลือกตั้งใหม่ก็ต้องดูท่าทีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกลุ่มผู้ชุมนุม

“ สถานการณ์ทางการเมืองหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้แตกต่างจากเดิมมากนัก แต่ทำให้โครงสร้างของรัฐบาลรักษาการอ่อนแอลง ไม่ว่าใครจะมาเป็นรักษาการนายกรัฐมนตรีก็ตาม ส่วนการพิจารณาชี้มูลความผิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแช่งชาติ หรือ ปปช.ในวันที่ 8 พ.ค. ไม่น่าจะมีผลต่อตลาดหุ้นมาก โดยมองกรอบดัชนีอยู่ที่ 1,390-1,410 จุด”

นายปริญทร์ กิจจาทรพิทักษ์ ผู้บริหารสายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์และกลยุทธ์การลงทุน บล.เคทีบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับฐานต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 เนื่องจากแรงกดดันจากปัจจัยการเมือง แต่สามารถรีบาวด์ขึ้นในช่วงบ่าย หลังมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ และไม่ใช่กรณีที่เลวร้ายจนเกินไปที่จะก่อให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง

สำหรับแนวโน้มในวันที่ 8 พ.ค. คาดหุ้นไทยมีโอกาสรีบาวด์กลับมาในแดนบวก แม้ว่าจะยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามคือ คำตัดสินต่อการละเลยต่อหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีต่อคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว แต่ด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ทำให้รักษาการนายกพ้นจากสถานภาพแล้ว จึงคาดการณ์ว่าจะสามารถตัดสินคดีทุจริตจำนำข้าวได้ในวันพรุ่งนี้ (8 พ.ค.) และไม่มีผลอะไรมากนัก

บล.ฟิลลิป วิเคราะห์ว่า ตลาดตอบรับในเชิงบวกต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในระยะสั้น ที่ไม่เกิดสุญญากาศทางการเมือง แต่แนวโน้มขาขึ้น หรือ อัพไซด์น่าจะจำกัด เนื่องจากยังต้องติดตามท่าทีของกลุ่มนปช. และกปปส. ต่อไปว่าจะมีการเคลื่อนไหวอย่างไร นอกจากนี้ยังมีคดีของปปช.ในการชี้มูลความผิดกรณีจำนำข้าวอยู่ อีกทั้งต้องจับตาดูการจัดการเลือกตั้งต่อไป จึงแนะนำนักลงทุนให้ทยอยขายทำกำไรในช่วงที่ดัชนีปรับขึ้น