ปรับเพิ่มประมาณการ แต่ยังคงคำแนะนำ ขาย
แนวโน้มกำไรดีกว่าคาด แต่ยังหดตัวกว่า 29% YoY
กำไรสุทธิงวด 1Q57F มีแนวโน้มดีกว่าคาด (แต่ก็ยังหดตัวกว่า 29% YoY) เนื่องจาก SAT บริหารต้นทุนได้ดีทำให้รักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้นไว้ได้ที่ 17-18% ประกอบกับยอดขายชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อการเกษตร (คูโบต้า) มีแนวโน้มเติบโต YoY ต่อเนื่องและลูกค้าหลังบางรายสามารถปรับไลน์การผลิตเพื่อการส่งออกได้มากขึ้น ทำให้คาดว่ายอดขายรวมทั้งบริษัทจะฟื้นตัว 2% QoQ เป็น 2,054 ล้านบาท แม้ว่ายอดผลิตรถยนต์ในประเทศจะยังหดตัวต่อเนื่อง 2% QoQ ก็ตาม เราคาดกำไรสุทธิงวด 1Q57 เท่ากับ 169 ล้านบาท ลดลง 29% YoY และ 59% QoQ เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์หดตัว 28% YoY และไม่มีกำไรจากรายการพิเศษรวมกว่า 200 ล้านบาท เหมือนในงวด 4Q56
พึ่งชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อการเกษตรพยุงรายได้
ยอดขายชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อการเกษตร (ที่มีสัดส่วนราว 15-20% ของยอดขายรวม) กลายเป็นกุญแจสำคัญในการพยุงผลประกอบการของบริษัทในช่วงที่อุตสาหกรรมยานยนต์หดตัว ผู้บริหาร SAT ระบุว่ายอดผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อการเกษตรมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง (ผู้บริหารคาดโต 20% YoY) เนื่องจากลูกค้าเพิ่มการผลิตเพื่อการส่งออกมากขึ้น ทำให้เราคาดว่ายอดขายรวมปี 2557F จะหดตัวเพียง 4% YoY แม้เราจะคาดว่ายอดผลิตรถยนต์จะหดตัวลง 8% YoY อย่างไรก็ดี การพึ่งพิงยอดขายชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อการเกษตรมีความเสี่ยงจาก “ภัยแล้ง” และ “ปัญหาจำนำข้าว” อาจทำให้ยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า
ปรับเพิ่มประมาณการกำไรและมูลค่าเหมาะสมขึ้นเล็กน้อย
จากแนวโน้มผลประกอบการงวด 1Q57F ที่ดีกว่าคาด และยอดผลิตรถยนต์มีแนวโน้มฟื้นตัวในงวดครึ่งปีหลัง (แต่ยังมีความเสี่ยงจากการพึ่งพิงชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อการเกษตรและสถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะ “ญี่ปุ่น” ที่เป็นหนึ่งในประเทศหลักในการนำเข้ารถยนต์จากไทย) เราจึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2557 ของ SAT ขึ้นจากเดิมเล็กน้อย 6% เป็น 676 ล้านบาท ยังต่ำกว่าปีก่อน 30% YoY และปรับเพิ่มมูลค่าเหมาะสมขึ้นเป็น 15.90 บาท โดยยังคงประเมินด้วยวิธี P/E Multiple ที่ 10 เท่า เนื่องจากแนวโน้มการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังมีความไม่แน่นอนสูง
ผลประกอบการยังมีความเสี่ยงสูง คงคำแนะนำ “ขาย”
แม้ผลประกอบการงวด 1Q57 จะมีแนวโน้มดีกว่าที่คาดทำให้เราปรับเพิ่มประมาณการและมูลค่าเหมาะสมขึ้นจากเดิม แต่อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าผลการดำเนินงานปี 2557F จะยังหดตัวกว่า 30% YoY และการฟื้นตัวของผลประกอบการในงวดครึ่งปีหลังมีความไม่แน่นอนสูง อีกทั้งในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นราว 13% จากการเก็งกำไรการฟื้นตัวสูงกว่ามูลค่าเหมาะสมที่เราประเมินแล้ว เราจึงคงคำแนะนำ “ขาย”








