ทหารไทยเผยดัชนีความเชื่อมั่นเอสเอ็มอียังลดลงต่อเนื่องอยู่ที่ 37.6 ขณะที่ 3 เดือนข้างหน้ายังมองธุรกิจไม่สดใส ต้นทุนเพิ่ม
ทหารไทยเผยดัชนีความเชื่อมั่นเอสเอ็มอียังลดลงต่อเนื่องอยู่ที่ 37.6 ขณะที่ 3 เดือนข้างหน้ายังมองธุรกิจไม่สดใส ต้นทุนเพิ่ม ระบุไตรมาสแรกการเมืองยังเป็นปัจจัยหลักที่ภาคธุรกิจกังวล แต่ในเดือนมีนาคมเริ่มเห็นความกังวลลดลงเหลือ 28.9%แต่เริ่มห่วงเศรษฐกิจชะลอมากกว่า ห่วงภาคการค้ากระทบมากสุดจากการอุปโภคบริโภคที่ลดลง หวังปัญหาจบในไตรมาส3 หนุนความเชื่อมั่นเอสเอ็มอีฟื้นได้ ชี้กทม.และภาคใต้ยังมีความเชื่อมั่นลดต่ำกว่าภาคอื่น ขณะที่ที่ประกอบการภาคตะวันออกยังมีความเชื่อมั่นผลประกอบการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย เปิดเผยว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการขนาดย่อม-ทีเอ็มบี” (TMB-SME Sentiment Index) ไตรมาส 1/2557 ที่ธนาคารได้จัดทำจากความเห็นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี กว่า 900 กิจการ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในปัจจุบัน ลดลงต่อเนื่อง โดยล่าสุดอยู่ที่ 37.6 จากช่วงไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมาที่ 40.9 ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำ
เนื่องจากผู้ประกอบการขาดความมั่นใจด้านรายได้ของธุรกิจ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการในอีก 3เดือนข้างหน้า อยู่ที่ 51.1 ลดลงจากไตรมาสก่อนที่ 58.4 เนื่องจากผู้ประกอบการเห็นว่าในอีก 3 เดือนข้างหน้า ภาวะของธุรกิจไม่สดใสมากนัก และต้นทุนของธุรกิจอาจจะเพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ปัจจัย“การเมือง” เป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบกังวลอันดับ 1 ถือเป็นครั้งแรกในระยะเวลาเกือบ 2 ปีนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูล ซึ่งผู้ประกอบการในกรุงเทพมีความกังวลมากกว่าต่างจังหวัด อย่างไรก็ตามในเดือนมีนาคมพบว่าผู้ประกอบการเริ่มกังวล การเมืองลดลง เรื่อยๆ มาอยู่ที่ 28.9%จาก 43.3% ในเดือนมกราคม แต่หันมาให้น้ำหนักกับภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศเพิ่มขึ้น โดยจำนวนเอสเอ็มอี ที่กังวลเพิ่มขึ้นจาก 26.4% ในเดือนมกราคม เป็น 41.0%ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามในไตรมาส 2 เริ่มเห็นสัญญาณว่าจะมีกิจกรรมทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้ประกอบการต่อเนื่องได้ถ้ามีความรุนแรงเกิดขึ้น แต่หากการเมืองนิ่งได้ครึ่งปีหลังก็น่าจะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ ได้
“แม้ว่าเอสเอ็มอีจะคลายความกังวลกับปัจจัยการเมืองไปบ้างแล้ว แต่ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและปัญหาการเมืองที่ยังยืดเยื้อ นับเป็นความท้าทายของเอสเอ็มอีในระยะต่อไป หากการเมืองเริ่มคลี่คลายและภาครัฐมีความชัดเจนในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้ฟื้นตัว จะช่วยเรียกความเชื่อมั่นของธุรกิจกลับมาได้อีกครั้ง แต่การชุมนุมและสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นหากสามารถคุมความวุ่นวายไม่ได้ก็จะกระทบกับผู้ประกอบการ แต่หากคุมให้นิ่งได้ ไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้นจะเป็นเรื่องดี” นายเบญจรงค์กล่าว
ทั้งนี้หากพิจารณาเฉพาะ ดัชนีความเชื่อมั่นด้านผลประกอบการในปัจจุบันอยู่ที่ 45.2 และ ดัชนีความเชื่อมั่นด้านผลประกอบการในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 63.2 ลดลงจากไตรมาส 4/2556 ค่อนข้างมาก สาเหตุหลักมาจากผู้ประกอบการกังวลเรื่องของเศรษฐกิจและการเมือง
นายเบญจรงค์ กล่าวว่า หากพิจารณาเป็นรายภูมิภาค พบว่า กรุงเทพและปริมณฑล มีระดับความเชื่อมั่นในปัจจุบันและอนาคตลดลงค่อนข้างมากกว่าภาคอื่น เนื่องจากได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเมือง ขณะที่ราคายางพารามีแนวโน้มชะลอตัวตลอดมา ตั้งแต่ปี 2556 ทำให้ผู้ประกอบการในภาคใต้เชื่อมั่นต่อผลประกอบการในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ
สวนทางกับ ผู้ประกอบการภาคตะวันออกที่มีความเชื่อมั่นด้านผลประกอบการในปัจจุบันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 3 ไตรมาสติดต่อกัน เพราะภาคการผลิตและการค้าที่ฟื้นตัวจากการส่งออก และการท่องเที่ยวในพื้นที่ยังอยู่ในทิศทางที่สดใส
นายเบญจรงค์กล่าวอีกว่า ภาคการค้า ถือเป็นภาคธุรกิจที่น่ากังวลที่สุด โดยเฉพาะเมื่อการอุปโภคบริโภคและการลงทุนในประเทศลดลง โดยไตรมาสแรกที่ผ่านมา การบริโภคภาคเอกชนยังหดตัว ทั้งสินค้าคงทนและไม่คงทน เช่นเดียวกับตัวเลขการลงทุนที่ยังหดตัวแรง เพราะปัจจัยทางการเมืองที่บั่นทอนความเชื่อมั่น
สำหรับคุณภาพลูกหนี้ที่เกิดจากลูกค้าเอสเอ็มอีนั้นในขณะนี้ยังไม่น่าเป็นห่วงว่าจะเกิดหนี้เสียหรือเอ็นพีแอลเนื่องจากธนาคารพาณิชย์ได้เข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ยอมรับว่าในภาวการณ์เช่นนี้ผู้ประกอบการมีความยากลำบากค่อนข้างมาก ดังนั้นคงต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยการเมืองเป็นหลักว่าจะลากยาวไปถึงครึ่งหลังของปีหรือไม่ เพราะจะทำให้ความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น
เขายังกล่าวอีกว่า ธนาคารอยู่ระหว่างการทบทวนตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้อีกครั้ง โดยจะปรับลดลงจากปัจจุบันที่มองไว้อยู่ที่ 2.9% แต่ในขณะนี้ยังไม่เห็นประเด็นทางด้านแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ซึ่งประเด็นทางการเมืองเป็นผลระยะสั้นที่สามารถแก้ไขได้ หากไตรมาส 3 เหตุการณ์จบลงได้ผลกระทบต่อภาคแรงงานคงไม่มากนัก เพราะในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาตลาดแรงงานยังตึงตัว









