ก.ล.ต.จับมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพิ่มประสิทธิภาพการเอาผิดในตลาดทุน หลังการแก้พ.ร.บ.หลักทรัพย์ล่าช้า เผยไตรมาสแรกเปรียบเทียบปรับรวม 70 ลบ.
นายธวัชชัย พิทยโสภณ ผู้อำนวยการฝ่ายงานเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ก.ล.ต.ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวน และตรวจสอบการกระทำผิดตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างใกล้ชิด ทั้งอัยการ ศาล พนักงานสอบสวน และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) เพื่อสร้างความร่วมมือ และความเข้าใจเกี่ยวเกี่ยวกับการกระทำความผิด เพื่อให้การดำเนินการเอาผิดมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“แม้การแก้ไขพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เพื่อเพิ่มมาตรการเอาผิดทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด จะยังคงไม่คืบหน้า เพราะหลังจากที่มีการยุบสภาฯเรื่องก็ต้องถูกส่งกลับมาที่กระทรวงการคลัง และในภาวะปัจจุบันก็ต้องยอมรับว่าการแก้ไขกฎหมายในเรื่องนี้ก็ต้องรอไปก่อน แต่ก.ล.ต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้มีการทำงานร่วมกันอยู่แล้ว อะไรที่ทำได้ก็ร่วมกันทำไปก่อน ไม่ได้นั่งรอการแก้กฎหมายเพียงอย่างเดียว เช่นการอบรบ สัมมนา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงานร่วมกัน เป็นต้น ”
การดำเนินการเอาผิดผู้กระทำความผิดในปัจจุบัน ก.ล.ต. ก็ได้ทำงานอย่างเต็มที่ ตามกระบวนการที่วางไว้ ซึ่งก็ไม่ได้ล่าช้า ขณะเดียวกันก็ไม่ได้เร่งรัดให้เร็วขึ้น เพราะการดำเนินการในเรื่องนี้ต้องทำอย่างรัดกุม และรอบคอบ โดยอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
“จำนวนการเอาผิด หรือการร้องเรียนในแต่ละช่วงเวลา คงไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ว่า เพิ่มขึ้นหรือลดลง เพราะบางกรณีเกิดขึ้นในอดีต และบางกรณีอาจจะมีจำนวนผู้ร้องเรียนในเรื่องเดียวกันจำนวนมาก ทั้งที่จำนวนเคสไม่ได้เพิ่มขึ้น เป็นต้น”
รายงานข่าวจากก.ล.ต. แจ้งว่า ช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการลงทุนทั้งหมด 13 กรณี ส่วนใหญ่เป็นการประกอบธุรกิจโดยไม่มีใบอนุญาต 6 กรณี รองลงมาเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ทั้งการปั่นหุ้น การแพร่ข่าว และการใช้ข้อมูลภายในการซื้อขายหลักทรัพย์ หรืออินไซเดอร์เทรดดิ้ง 4 กรณี และรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้แนะนำการลงทุน 3 กรณี
โดยช่วงไตรมาสแรก ก.ล.ต. ได้ดำเนินคดีอาญา โดยเปรียบเทียบปรับทั้งหมด 46 ราย รวม 53 ข้อหา คิดเป็นค่าปรับรวม 70.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกรเดียวกันของปีก่อน ที่มีการเปรียบเทียบปรับทั้งหมด 17 ราย รวม 38 ข้อกล่าวหา จำนวนเงินเปรียบเทียบปรับ 10.6 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการกล่าวโทษ ทั้งหมด 15 ราย ใน 7 คดี จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกล่าวโทษ 25 ราย ใน 13 คดี ส่วนการเอาผิดทางด้านบริหารนั้น ก.ล.ต.ได้มีการเอาผิดทั้งหมด 14 รายโดย เป็นการสั่งพักการทำงานของผู้แนะนำการลงทุน ทั้งหมด 14 ราย
สำหรับการทำคำเสนอซื้อเพื่อควบรวมกิจการในช่วงไตรมาส 1 ปีนี้ มีการเสนอซื้อกิจการทั้งหมด 4 บริษัท มูลค่าเสนอซื้อรวม 2.78 พันล้านบาท แต่มีมูลค่าหุ้นที่เกิดรายการซื้อขายจริง 699 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีการทำคำเสนอซื้อเพื่อควบรวมกิจการ 2 บริษัท มูลค่าเสนอซื้อ 6.19 พันล้านบาท แต่มีมูลค่าที่เกิดการซื้อขายจริงเพียง 1 ล้านบาท









