เหมราชมั่นใจยอดขายที่ดินไตรมาส 2 ฟื้น จากไตรมาสแรกขายได้ 120 ไร่ แม้ปัญหาการเมืองยังไม่จบ แต่มีบอร์ดบีโอไออนุมัติโครงการ
นายดาวิด นาร์โดน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ) เปิดเผยว่า แนวโน้มยอดขายที่ดินในช่วงไตรมาส 2 ฟื้นตัว และกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จากช่วงไตรมาสแรกที่ยอดขายลดลงเหลือเพียง 120 ไร่ ผลจากลงทุนชะลอการลงทุนเพื่อรอดูสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ และกำลังการผลิตยังไม่ได้ระดับที่ต้องการ แม้ปัจจุบันการเมืองยังไม่คลี่คลายแต่หลังจากที่ได้ศึกษาผลกระทบจากปัญหาการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับภาวะอุตสาหกรรมในตลาดโลกเริ่มฟื้นตัว ทำให้นักลงทุนต้องกลับเข้ามาลงทุน เพื่อรองรับความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้น
“ นักลงทุนเห็นว่า ผลกระทบจากการเมืองไม่ได้รุนแรง ขณะที่รัฐบาลก็มีการจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) แล้ว ก็สามารถอนุมัติโครงการลงทุนต่างๆได้ ขณะที่อุตสาหกรรมในตลาดโลกก็ฟื้นตัว แนวโน้มความต้องการสินค้าจึงเพิ่มขึ้น จึงเป็นจังหวะที่ยังไงก็ต้องลงทุน ในช่วง2 เดือนมานี้ นักลงทุนจึงเริ่มกลับเข้ามาติดต่อขอดูเพื่อซื้อที่ดินสำหรับการลงทุนโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ส่วนใหญ่ยังเป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น แต่ในช่วงหลังก็จะมีนักลงทุนจากอินเดียเข้ามามากขึ้นด้วย”
เขากล่าวต่อว่า นอกจากนี้นักลงทุนส่วนใหญ่ต้องมองภาพรวมในระยะยาว แม้ว่าความไม่สงบทางการเมืองจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และความต้องการสินค้าในประเทศ แต่นักลงทุนที่เข้ามาลงทุนส่วนใหญ่ เป็นการผลิตเพื่อการส่งออกในภูมิภาคนี้ ซึ่งเศรษฐกิจมีการเติบโตต่อเนื่อง จึงมั่นใจว่ายอดขายที่ดินในช่วงครึ่งปีหลังจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จึงยังคงเป้ายอดขายที่ดินทั้งปีของปีนี้ไว้ที่ 1.6 พันไร่
อย่างไรก็ตามในส่วนของภาพรวมรายได้ทั้งปี คงจะลดลงจากปีก่อนหน้าที่มีรายได้ 8.7 พันล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 4.33 พันล้านบาท เพราะมีรายการพิเศษจากการสินทรัพย์เข้ากองทุนอสังหาริมทรัพย์ แต่หากดูเฉพาะรายได้จากการดำเนินงานในปีนี้จะใกล้เคียงกับปีก่อน แม้ว่ายอดขายที่ดินจะลดลง แต่จะมีรายได้จากส่วนอื่นเพิ่มขึ้น ทั้งรายได้จากธุรกิจไฟฟ้า รายได้จากธุรกิจสาธารณูปโภค และรายได้จากค่าเช่าโรงงานและคลังสินค้า
สำหรับการลงทุนของบริษัท ยังคงเดินหน้าตามแผนการลงทุน 5 ปี (2555-2559) มูลค่า 4 หมื่นล้านบาท ในช่วงที่ผ่านมาได้ลงทุนไปแล้ว 1.8 หมื่นล้านบาท ในปีนี้จะมีการลงทุนเพิ่มอีก 7 พันล้านบาท ใน 4 ธุรกิจหลัก คือ นิคมอุตสาหกรรม สาธารณูปโภค ไฟฟ้า และอสังหาริมทรัพย์ โดยในส่วนของธุรกิจไฟฟ้า บริษัทมีแผนลงทุนถือหุ้นในโครงการโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก 25% อีก 7 แห่ง ภายในปี 2559 คาดว่าจะสามารถรับรู้กำไรจากโครงการเหล่านี้ได้ปีละ 40-50 ล้านบาทต่อโครงการ ส่วนการระดมทุนนั้น บริษัทจะเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่มูลค่า 2.5 พันล้านบาท อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 5.75% เพื่อคืนหนี้ระยะสั้น และใช้สำหรับการลงทุนในโครงการต่างๆของบริษัท และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในบริษัท เปิดให้นักลงทุนจองซื้อได้ระหว่างวันที่ 28-30 เม.ย.นี้
เขากล่าวต่อว่า ที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้อนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานในปี 2556 ในอัตราหุ้นละ 0.17 บาท โดยก่อนหน้านี้ได้มีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วหุ้นละ 0.06 บาท ซึ่งการจ่ายเงินปันผลในอัตราสูงนี้ก็เป็นไปตามผลการดำเนินงานที่ดีกว่าปกติ สำหรับการจ่ายเงินปันผลในปีนี้ก็จะดูตามผลการดำเนินงานเป็นหลัก แต่ไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ







