ธปท.ชี้ค่าบาทอ่อน-ศก.คู่ค้าฟื้น หวังส่งออกฟื้นดันจีดีพีไตรมาส2 สศค.เผยไตรมาสแรกติดลบ 0.2% ชะลอตัวทุกด้าน
"ประสาร" หวังส่งออกปีนี้พลิกกลับเป็นบวกรับอานิสงส์คู่ค้าเศรษฐกิจฟื้น-ค่าบาทอ่อน แรงหนุนสร้างเสถียรภาพ คาดเห็นสัญญาณการฟื้นตัวไตรมาส 2 ขณะที่ สศค. เผยจีดีพีไตรมาสแรกติดลบ 0.2% ผลพวงการเมือง ดัชนีชี้เศรษฐกิจชะลอตัวทุกด้าน กดดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคลดต่ำสุดรอบ 12 ปี ขณะที่ "ไทยพาณิชย์" หั่นจีดีพีปีนี้เหลือ 1.6% เหตุปัญหาการเมือง การลงทุนและบริโภคทรุดหนัก หวั่นกระทบการแข่งขันระยะยาว
เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรก ชะลอตัวต่อเนื่องจากปัญหาการเมืองและความเชื่อมั่น อีกทั้งภาคส่งออกที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญออกมาติดลบ แต่หน่วยงานด้านเศรษฐกิจยังหวังว่าภาคส่งออกจะฟื้นตัวในไตรมาสสอง ตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก และจะหนุนให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้น
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงภาพการส่งออกของไทยในปีนี้ พร้อมทั้งระบุว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ผ่านมา กนง. ก็ยังคงตัวเลขประมาณการการส่งออกของไทยไว้ที่ 4.5%
"ถ้าดูเป็นรายสาขา จะเห็นว่ามีหลายสาขาดีขึ้น และเท่าที่รับฟังผู้ประกอบการมา ก็พบว่า ออเดอร์ซื้อจากคู่ค้ายังมีอยู่ เพราะเศรษฐกิจของคู่ค้า ก็มีแนวโน้มดีขึ้น และจริงๆ เรามองว่า ภาคการส่งออกปีนี้น่าจะดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา"
สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนไทยเวลานี้อยู่ที่ 32 บาทเศษๆ ต่อ 1 ดอลลาร์ ถือเป็นระดับที่มีเสถียรภาพ ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อภาคการส่งออก ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีใครพูดถึงว่า ควรทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวผิดไปจากปัจจุบัน เพราะตลาดเงินมองว่า การเคลื่อนไหวค่าเงินบาทเป็นระดับที่มีเสถียรภาพ เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ
เชื่อไตรมาส2เศรษฐกิจไม่ติดลบ
ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 นั้น เขากล่าวว่า จากการประมาณการของ ธปท. ยังเชื่อว่าไตรมาส 2 ของปีนี้ ยังไม่น่าจะติดลบเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 แต่ยอมรับการเติบโตของเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยทั้งปีนี้ น่าจะมีการเติบโตที่ต่ำกว่า 2.7% ซึ่งในการประชุม กนง. ครั้งหน้าเดือนมิ.ย. คงมีการปรับลดตัวเลขคาดการณ์ตรงนี้ลง
นอกจากนี้ นายประสาร ยังกล่าวถึงกรณีที่ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก ได้ประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้และปีหน้าไว้ต่ำกว่า 3% ว่า ถือว่าไม่ได้มีอะไรประหลาดใจ แต่ปีหน้า เชื่อว่าการเติบโตน่าจะสูงกว่าที่ มูดี้ส์ ได้ประเมินไว้
"ปีหน้าตัวเลขคาดการณ์ของเรา มองว่าน่าจะสูงกว่านี้ เพราะเชื่อว่าปีหน้าสถานการณ์ต่างๆ น่าจะคลี่คลายลงบ้าง และฐานของเศรษฐกิจปีนี้ดูแล้วน่าจะต่ำ ทำให้ปีหน้าการเติบโตน่าจะมีอยู่" นายประสาร กล่าว
แบงก์เกาะติดหนี้เฝ้าจับตาพิเศษ
สำหรับปัญหาหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) หรือหนี้ที่ต้องเฝ้าจับตาดูเป็นพิเศษ (เอสเอ็ม) นั้น ตัวเลขเหล่านี้ ธปท. กำลังติดตามดูอยู่ โดยเอ็นพีแอลอาจปรับเพิ่มขึ้นบ้าง แต่โดยรวมไม่ได้สูงจนน่ากังวล ขณะที่ตัว เอสเอ็ม เท่าที่สอบถามธนาคารพาณิชย์ พบว่าหลายแห่งพยายามช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นการยืดเวลาการชำระหนี้ หรือการชำระดอกเบี้ย จึงเชื่อว่าภาพรวมไม่น่าจะมีปัญหา
นายประสาร ยังกล่าวถึงพัฒนาการของดอกเบี้ยอ้างอิงระยะสั้นตลาดกรุงเทพ (ไบบอร์) ว่า ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ถือว่าดีขึ้น สะท้อนผ่านปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นในตลาดการกู้ยืมเงินระหว่างธนาคารพาณิชย์ (อินเตอร์แบงก์) ล่าสุดปรับขึ้นมาอยู่ระดับ 5 หมื่นล้านบาท เทียบกับช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่า 5 พันล้านบาท
นอกจากนี้เท่าที่สำรวจสินเชื่อภาคธุรกิจก็เริ่มมีการมาใช้ดอกเบี้ยไบบอร์ในระดับ 2.7 แสนล้านบาท เทียบกับช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ที่มีมูลค่าเพียง 1 แสนกว่าล้านบาทเท่านั้น อย่างไรก็ตามตัวเลขเหล่านี้หากเทียบกับสัดส่วนโดยรวมของทั้งตลาด ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งยังต้องพัฒนาต่อไป
“วัตถุประสงค์ของเราที่ต้องการพัฒนาตลาดไบบอร์ เพื่อใช้เป็นดอกเบี้ยอ้างอิงระยะสั้นสำหรับเงินบาท เพื่อให้สอดคล้องกับอุปสงค์และอุปทานของเงินบาท ซึ่งเรื่องพวกนี้ต้องพัฒนาต่อเนื่อง” นายประสาร กล่าว
สศค.เผยไตรมาสแรกจีดีพีติดลบ 0.2%
นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า จากเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปีนี้ ที่ชะลอตัวทุกด้านทั้งอุปสงค์และอุปทาน ทำให้ตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ขยายตัวติดลบเล็กน้อย เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่อยู่ในสมมติฐานเดิมที่สศค.คาดการณ์ไว้ โดยอัตราการติดลบจะเป็นช่วงต่ำสุดของเศรษฐกิจไทยปีนี้ จากนั้นจะขายตัวดีขึ้น ซึ่งจะทำให้จีดีพีทั้งปีขยายตัว 2.6%
รายงานข่าวจากสศค. ระบุตัวเลขจีดีพีไตรมาสแรกปีนี้ว่า ขยายตัวติดลบ 0.2% ส่วนไตรมาส 2 ประเมินว่า จะขยายตัว 0.4% ไตรมาส 3 อยู่ที่ 2.8% และไตรมาส 4 อยู่ที่ 7.3%
นางสาวกุลยา กล่าวว่า การประเมินจีดีพีที่ 2.6% ปีนี้ อยู่ภายใต้สมมติฐานหลัก คือ ปัญหาการเมืองจะคลี่คลายในไตรมาส 3 ซึ่งจะทำให้ความเชื่อมั่นกลับคืนมาช่วงไตรมาส 4 โดยภาคการส่งออก และการเบิกจ่ายภาครัฐ จะเป็นตัวสนับสนุนเศรษฐกิจ ซึ่งการส่งออก มีสัญญาณดีจากกลุ่มประเทศขนาดใหญ่ และกลุ่มประเทศอินโดจีน ที่ส่งออกดีขึ้น ทั้งจากสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ส่งผลให้การส่งออกของไทยดีขึ้นตามไปด้วย และจะทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 2 ไม่ขยายตัวติดลบต่อ เพราะไตรมาสแรกของปีนี้
"เราคิดว่า ไตรมาสแรกของปีเป็นจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทยปีนี้แล้ว นั่นหมายความว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 จะไม่ติดลบ เพราะการส่งออกมีสัญญาณที่ดี โดยทั้งปีเราประเมินส่งออกขยายตัวที่ 5%"
บริโภคชะลอกดแวตติดลบ 0.2%
เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง เกิดจากปัจจัยทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ทำให้การใช้จ่ายภาคเอกชนทั้งด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวลง ตลอดจนการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่หดตัว ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับตัวลดลงตามทิศทางการใช้จ่ายภายในประเทศ และการส่งออกสินค้าที่หดตัวในช่วงที่ผ่านมา
นางสาวกุลยา กล่าวอีกว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยล่าสุด พบการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลงต่อเนื่อง เพราะการเมืองที่ยืดเยื้อ สะท้อนได้จากยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ ในเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา ที่ขายตัวติดลบ 1.2% ต่อปี ส่งผลทำให้ไตรมาสแรกปีนี้หดตัวต่อเนื่องมาติดลบ 0.2% ต่อปี โดยภาษีมูลค่าเพิ่มหดจากการจัดเก็บบนฐานการนำเข้าที่หดตัว 7.4% ต่อปี
ขณะที่การจัดเก็บบนฐานการบริโภคภายในประเทศยังขยายตัวที่ 6.0% ต่อปี สำหรับปริมาณจำหน่ายรถจักรยานยนต์เดือนมี.ค. ขยายตัวติดลบ 18.1% ต่อปี ส่งผลให้ไตรมาสแรกขยายตัวติดลบ 20.8% ต่อปี
ยอดขายรถจักรยานยนต์ในภูมิภาคติดลบ 21.8% ต่อปี ส่วนยอดขายรถจักรยานยนต์ในกรุงเทพฯ ติดลบ 19.4% ต่อปี และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมเดือนมี.ค. อยู่ที่ 58.7 เป็นผลทำให้ในไตรมาสแรกของปีเฉลี่ยอยู่ที่ 59.9 ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงต่ำสุดรอบ 12 ปี
ลงทุนภาคเอกชนส่อหดตัว
ส่วนการลงทุนภาคเอกชนมีสัญญาณหดตัวต่อเนื่อง ทั้งหมวดการก่อสร้างและหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากภาษีธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์เดือนมี.ค.ติดลบ 9.4% ต่อปี ส่งผลให้ไตรมาสแรกของปีติดลบ 6.6% ต่อปี เช่นเดียวกับยอดจำหน่ายปูนซีเมนต์เดือนมี.ค. ติดลบ 3.5% ต่อปี ทำให้ไตรมาสแรกติดลบ 2.4% ต่อปี ส่วนการลงทุนหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณนำเข้าสินค้าทุนเดือนมี.ค. ขยายตัวติดลบ หดตัวต่อเนื่องมาอยู่ที่ 15.2 ต่อปี ส่งผลไตรมาสแรกติดลบ 14.1% ต่อปี
ด้านการส่งออกสินค้าเดือนมี.ค. ติดลบ 3.1% ต่อปี ส่งผลให้ไตรมาสแรกติดลบ 1.0% ต่อปี จากสินค้าเชื้อเพลิง อุตสาหกรรมการเกษตรและสินค้าเกษตรกรรมที่หดตัวลงมาก
ขณะที่กลุ่มสินค้าหมวดอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และกลุ่มยานยนต์ ยังขยายตัวดีขึ้น ตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลัก เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศอินโดจีนตามลำดับ
ดัชนีผลผลิตเดือนมี.ค.ติดลบ 10.4%
ส่วนเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านอุปทานส่งสัญญาณหดตัวเช่นกัน สะท้อนจากดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนมี.ค. ติดลบ 10.4% ต่อปี ส่งผลทำให้ไตรมาสแรกติดลบ 7.0% ต่อปี โดยอุตสาหกรรมสำคัญที่ปรับตัวลดลงในระดับสูง ได้แก่ การผลิตยานยนต์ ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเรือน และอาหารทะเลกระป๋องและแช่แข็ง เป็นต้น
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมี.ค. ปรับตัวลดลงต่ำสุดรอบ 4 ปี 8 เดือน นับตั้งแต่เดือนก.ค. 2552 โดยลดลงมาอยู่ที่ 84.7 เพราะความกังวลจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อ เช่นเดียวกับภาคบริการที่สะท้อนจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดือนมี.ค. มีทั้งสิ้น 2.1 ล้านคน หดตัวขยายตัวติดลบที่ 9.4% ต่อปี ทำให้ไตรมาสแรกติดลบ 5.85% ต่อปี โดยนักท่องเที่ยวที่ลดลงมาจากกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือและอาเซียนเป็นหลัก ขณะที่นักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรปยังขยายตัวดี
ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนมี.ค. ขยายตัวที่ 1.6% ต่อปี ส่งผลทำให้ไตรมาสแรกขยายตัวที่ 2.9% ต่อปี ตามการเพิ่มขึ้นของหมวดพืชผลสำคัญโดยเฉพาะยางพารา และข้าวโพดตามพื้นที่เพาะปลูกที่เพิ่มขึ้น และผลผลิตในหมวดปศุสัตว์ที่ขยายตัวได้ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะสุกรจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และไม่มีสถานการณ์โรคระบาด
สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยไตรมาสแรกเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.0% ต่อปี อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.9% ของกำลังแรงงานรวม สำหรับเสถียรภาพภายนอกประเทศยังอยู่ในระดับมั่นคงเช่นกัน สะท้อนได้จากทุนสำรองระหว่างประเทศสิ้นเดือนไตรมาสแรกอยู่สูงที่ 167.4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้น 2.8 เท่า รองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้
ไทยพาณิชย์หั่นจีดีพีปีนี้ โตแค่ 1.6%
ด้าน นางสาวสุทธาภา อมรวิวัฒน์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ หรือ อีไอซี ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือเพียง 1.6% จากเดิมคาดว่าจะเติบโต 2.4% เพราะการเมืองมีแนวโน้มยืดเยื้อกระทบต่อการลงทุนภาครัฐ และความเชื่อมั่นภาคเอกชน
ขณะที่การส่งออกยังไม่ฟื้นตัวมากนัก โดยไตรมาสแรกหดตัวลดลง 1% คาดเม็ดเงินที่หายไปจากระบบเศรษฐกิจ มีประมาณ 800,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.8% ของจีดีพี
สำหรับอัตราการเติบโตดังกล่าว มาจากคาดการณ์ปีนี้ว่า การบริโภคภาคเอกชนที่คาดว่าจะหดตัว 0.5% การลงทุนเอกชนหดตัว 2.8% การลงทุนภาครัฐหดตัว 6.6% การส่งออกคาดว่าจะเติบโตเพียง 4% ส่วนการนำเข้าเติบโตเพียง 0.8%
"เศรษฐกิจไทยแค่ชะลอตัวแต่ยังไม่ถึงขั้นถดถอย แต่หากจีดีพีเติบโตต่ำต่อเนื่อง จะกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาว จะทำให้ไทยเสียความสามารถในการแข่งขันไปได้"
ชี้ไร้รัฐบาลเสี่ยงเสียสิทธิ 'จีเอสพี'
นางสาวสุทธาภา กล่าวอีกว่า แม้ไทยจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และจะมีรัฐบาลที่มีอำนาจในการบริหารงานเข้ามาได้ในปลายปีนี้ แต่ความขัดแย้งทางการเมืองไม่ได้กระทบต่อเศรษฐกิจปีนี้เท่านั้น ยังส่งผลผูกพันทางด้านกฎหมายที่มีอยู่ ทำให้ปัญหาลากยาวไปถึงปี 2558 ทั้งเรื่องการเบิกจ่ายงบลงทุนส่วนที่เหลือในปีงบประมาณปัจจุบัน และการพิจารณาจัดสรรงบลงทุนของปีงบประมาณ 2558 คาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายงบประมาณประจำได้ในไตรมาส 2 ของปีหน้า แต่งบประมาณการลงทุนใหม่จะยังไม่เกิด
นอกจากนี้ปัญหาการเมืองในประเทศ ยังเป็นอุปสรรคต่อการพิจารณาต่ออายุการปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา ซึ่งการลดภาษีปัจจุบันจะหมดลงปลายปีนี้ และสุดท้ายคือการเจรจาข้อตกลงทางการค้าฉบับใหม่กับสหภาพยุโรป เพื่อทดแทนสิทธิพิเศษทางศุลกากร (จีเอสพี) ซึ่งจะหมดในปีนี้
"หากเราไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจในการเจรจา ต้นปีหน้าไทยจะเสียสิทธิจีเอสพี จะทำให้เม็ดเงินหายไปจากระบบ 0.7% ของจีดีพี โดยอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ได้แก่ อาหารทะเลแช่แข็ง เครื่องนุ่งห่มและจักรยานยนต์"









