วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชี้ปม'ตั้งรัฐ-ค้างค่าข้าว' ฉุดจีดีพีโตต่ำ3%

"เวิลด์แบงก์" ห่วงไตรมาส 4 ปีนี้ยังตั้งรัฐบาลและค้างหนี้ชาวนา ฉุดจีดีพีไทยโตต่ำ 3%

สศค.ระบุ รัฐบาลไม่สามารถจัดทำงบแบบสมดุลได้ภายในปี 2560 หลังจากเศรษฐกิจชะลอตัว ต้องใช้นโยบายการคลังกระตุ้น และต้องนำงบลงทุน 2 ล้านล้านบาท ใส่ในงบรายจ่ายประจำปี ส่งผลกระทบแผนลดขาดดุลงบประมาณ

นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กล่าวว่า ต้นเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์จีดีพีของไทย จาก 4%เหลือ 3% มาจากปัจจัยหลัก คือ ประมาณการเศรษฐกิจของธนาคารโลก มองเงินจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ต้องออกมาภายในไตรมาส 2 ปีนี้ ซึ่งเงินจำนำข้าวที่ค้างอยู่คิดเป็น 1% ของจีดีพี ถ้าออกมามีผลทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

"ด้วยเหตุผลที่เงินจากโครงการรับจำนำข้าวคงไม่ออก ภายในไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ก็ตาม และต้องรอให้มีรัฐบาลก่อน ตรงนี้ทำให้จีดีพี 1% ก็หายไปแล้ว จากที่ให้ 4% เลยกลายเป็น 3% ในเวลาอันรวดเร็ว"

อีกสาเหตุหนึ่งของการปรับลดจีดีพีไทยนั้น นางสาวกิริฎา บอกว่า เป็นเพราะรัฐบาลใหม่จัดตั้งช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ การใช้จ่ายของงบประมาณภาครัฐอาจไม่เกิดขึ้น แม้ตรงนี้ไม่ได้ช่วยขับเคลื่อนจีดีพีไทยได้มากมาย เพราะการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายภาครัฐแต่ละปีไม่ได้มาก ซึ่งไม่เหมือน 1% ของจีดีพี จากที่จะได้จากการจ่ายให้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าว

ส่วนเรื่องท่องเที่ยวที่ตอนแรกก็เป็นห่วง แต่เมื่อมีการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินไป ทำให้การท่องเที่ยวในไตรมาส 2 น่าจะกลับมาขยายตัว ทำให้ธนาคารโลกไม่ได้น้ำหนักตรงนี้มากนัก

ชี้ตั้งรัฐบาลไม่ได้-เงินชาวนาไม่ออกฉุดจีดีพี

ต่อข้อถามถึงสมมติฐานที่เลวร้ายที่สุดเป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยนั้น นางสาวกิริฎา ยอมรับว่า หากไทยไม่มีรัฐบาลจัดตั้งขึ้นในไตรมาส 4 ปีนี้ และเงินจากโครงการรับจำนำข้าวไม่ออกมาเลย อาจทำให้คาดการณ์จีดีพีไทยของธนาคารโลกปี 2557 อาจไม่ถึงและต่ำกว่าระดับ 3% อย่างที่คาดไว้ และต้องดูกันอีกว่าจะปรับลดเหลือเท่าใด ทั้งนี้การไม่มีรัฐบาลเกี่ยวข้องการเบิกจ่ายงบประมาณ และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนด้วย

ชี้ส่งออกช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

นางสาวกิริฎา กล่าวว่า ธนาคารโลกยกให้การส่งออกของไทยปีนี้ว่า น่าจะเป็นพระเอก ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และคาดว่าส่งออกไทยปีนี้น่าจะโตได้ 6-7% แม้ยังมีความเป็นห่วงว่าตัวเลขส่งออกของไตรมาส 1 ปีนี้ จะออกมาไม่ดี

"ฐานการส่งออกของไทยค่อนข้างต่ำ โตแค่ 0.2% ปีก่อน แต่ปีนี้ส่งออกน่าจะโต 6-7% เพราะเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวแข็งแกร่ง และประเทศอื่นในเอเชียการส่งออกเริ่มฟื้นตัวแล้ว ไทยอาจโตช้า เพราะต้องดูขีดแข่งขันของสินค้าส่งออกของไทยด้วย"

แม้ว่าเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว แต่การส่งออกของไทยไม่ได้ฟื้นตัวตามอย่างรวดเร็ว เพราะว่าสินค้าไทยหลายรายการไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก จึงประเมินการเติบโตเพียงแค่ 6-7% ขณะที่ประเทศอาเซียนอื่นนั้น มองว่าฟื้นตัวได้เร็วกว่าไทย

เตือนไทยเพิ่มขีดแข่งขันส่งออก

"การส่งออกไทยกลับไม่ฟื้นตัวเร็วอย่างประเทศอื่นๆ แม้ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมโลกเดียวกัน ต้องถามตัวเองว่าสินค้าที่ผลิตตอนนี้เป็นที่ต้องการของตลาดโลกสมัยใหม่หรือไม่ และแข่งกับประเทศอื่นได้ไหม ต้องกลับมาดูการส่งออกไทย สามารถปรับตัวให้ทันความต้องการต่างประเทศได้หรือไม่"

ขณะที่ตัวเลขการลงทุนกับการบริโภคในไทย ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยน ยังคล้ายๆ กับที่เคยให้ไว้ในช่วงที่คาดการณ์ก่อนหน้านี้ ซึ่งให้จีดีพีไทย 4% และหากธนาคารโลกจะมีการปรับตัวเลขเศรษฐกิจทั้งหมดอีกครั้ง น่าจะเป็นเดือนต.ค. ปีนี้ ซึ่งต้องดูอีกที่ว่าไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่3 จะเป็นอย่างไร

คลังรับลดงบขาดดุลไม่ได้ตามเป้า

ด้าน นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า คลังประเมินภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ รวมถึงกรณีที่รัฐบาลต้องดึงงบลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม 2 ล้านล้านบาท มาใส่ไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะพบว่า รัฐบาลอาจไม่สามารถลดการขาดดุลงบประมาณและจัดทำงบประมาณแบบสมดุลได้ตามแผน

ทั้งนี้ ตามแผนการจัดงบประมาณรายจ่ายแบบสมดุลนั้น รัฐบาลตั้งเป้าจะทยอยลดการขาดดุล นับตั้งแต่ปี 2556 และเข้าสู่จุดสมดุลในปี 2560 โดยในปีงบประมาณ 2556 รัฐบาลได้ตั้งงบขาดดุลไว้ที่ 3 แสนล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีงบประมาณ 2555 ที่มีการขาดดุลถึง 4 แสนล้านบาท และล่าสุด ในปีงบประมาณ 2557 รัฐบาลได้จัดทำงบขาดดุลจำนวน 2.5 แสนล้านบาท หรือเท่ากับ 2% ของจีดีพี ซึ่งรัฐบาลระบุว่า การขาดดุลในระดับต่ำเพียง 2% ถือว่า เป็นระดับที่ไม่มีผลกระทบต่อวินัยและฐานะการคลังของประเทศในระยะยาว

สศค.หั่นจีดีพีโตเหลือ 2.6%

ตามแผนเดิมรัฐบาลจะต้องลดการขาดดุลลงไปอีกในปี 2558 และ ปี 2559 เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้เปลี่ยนแปลงไป โดยมีทิศทางชะลอตัว จากการคาดการณ์เดิมของ สศค. ที่คาดว่าปีนี้เศรษฐกิจจะขยายตัวราว 4.5% การประเมินใหม่ปรับลดลงมาเหลือ 2.6% ทำให้รัฐบาลมีภาระที่จำเป็นต้องใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ดังนั้น อาจไม่สามารถทยอยลดการขาดดุลได้ตามแผน

"ประกอบกับรัฐบาลต้องบรรจุรายจ่ายลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งจะต้องนำมาใส่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี ทำให้วงเงินรายจ่ายของรัฐบาลสูงขึ้น ขณะที่การประเมินภาวะเศรษฐกิจในปีหน้า ที่จะมีผลต่อการหารายได้ของรัฐบาล ก็ยังไม่มีความชัดเจน" เขากล่าว

เขากล่าวด้วยว่า ขณะนี้งบประมาณรายจ่ายปี 2558 ยังไม่สามารถเดินหน้าได้ เนื่องจากเป็นรัฐบาลรักษาการ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายข้าราชการประจำ จำเป็นต้องเตรียมการวางยุทธศาสตร์ของงบประมาณปี 2558 เพื่อรองรับกับภาวะเศรษฐกิจในปีหน้าด้วย

คาดงบปี2558คลอดเดือนพ.ค.ปีหน้า

ด้านนายสุวิชญ โรจนวานิช ที่ปรึกษาด้านบริหารหนี้สาธารณะ กล่าวว่า ตามการคาดหมายเบื้องต้นของสำนักงบประมาณ ที่คาดว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ได้ภายในเดือนพ.ย. นี้ และจะผลักดันงบประมาณ ปี 2558 ออกใช้ได้ภายในเดือนพ.ค. ปีหน้า ซึ่งเหลือเวลาเพียง 5 เดือนในการใช้จ่ายงบประมาณ ดังนั้น การกำหนดงบลงทุน จำเป็นต้องกำหนดโครงการที่มีความพร้อมจะลงทุนจริงจัง

ทั้งนี้ ภายใต้สมมติฐานว่า รายจ่ายงบประมาณปี 2558 เท่ากับปี 2557 คือ อยู่ที่ 2.525 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐบาลสามารถจัดทำงบขาดดุลได้สูงถึง 5 แสนล้านบาท ซึ่งจะไม่เกินกรอบที่กฎหมายกำหนดให้ขาดดุลงบประมาณได้ไม่เกิน 20% ของงบประมาณรายจ่าย แต่การกำหนดงบประมาณขาดดุลที่สูงเช่นนั้น ยากที่รัฐบาลจะสามารถใช้จ่ายได้ทัน ในช่วง 5 เดือนเท่านั้น