วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กอบเกียรติ'ลั่นขอ5ปีเออีซีติดท็อปไฟว์

ผู้บริหารบล.เออีซีเปิดใจ ขอพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ฟอร์มทีมช่วงตลาดหุ้นไทยขาลง ชูเป้าหมายใหญ่ ช่วง 5 ปีข้างหน้าดันมาร์เก็ตแชร์สูงสุดติด 1 ใน 5

เป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันที หลังจาก โบรกน้องใหม่อย่าง บล.เออีซี เดินหน้าเข้าทำแข่งขันในธุรกิจโบรกเกอร์ พร้อมวาดฝันจะติด 1 ใน 10 โบรกมาร์เก็ตแชร์สูงสุดในปีแรก และจากประเด็นนี้ "กอบเกียรติ บุญธีรวร" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด ได้ให้โอกาส "กรุงเทพธุรกิจ" พูดคุยอธิบายถึงเป้าหมายดังกล่าวว่า จริงๆ แล้วบล.เออีซี ฝันไกลและใหญ่กว่านั้น ด้วยการตั้งเป้าหมายจะติดอันดับบริษัทหลักทรัพย์ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาด 1 ใน 5 ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุด ในอีก 5 ปีข้างหน้า

“ปัจจุบันเรามีมาร์เก็ตแชร์อยู่อันดับที่ 22-25 แต่บริษัทต้องมีส่วนแบ่งการตลาด 2.5-3.0% ถึงจะติด 10 อันดับแรกได้ สิ่งที่ผลักดันขึ้นไป คือการเพิ่มฐานลูกค้า และการให้บริการที่ดี ให้คำแนะนำนักลงทุนเหมาะสม และมีฐานลูกค้าที่หลากหลาย โดยในอนาคตจะต้องมีรายได้จากค่าคอมมิชชั่น 50 % ที่เหลือเป็นรายได้อื่นๆ แต่ใน 5 ปีข้างหน้า เราต้องเป็นแนวหน้าของบริษัทหลักทรัพย์ในไทย เป็นโบรกที่มีคุณภาพ มีสินค้าครบทุกความต้องการ

และภาพที่เราหวังไว้คือ บล.เออีซีจะเป็นบริษัทหลักทรัพย์ของคนมีเงิน ที่ไม่จำเป็นต้องมาเล่นหุ้น แต่มาใช้บริการอื่นๆ ด้วย เช่นซื้อขายหน่วยลงทุนกองทุนรวมผ่านเราหรือบริษัทที่ต้องการเข้าทำการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ต้องคิดถึงเรา"

กอบเกียรติ กล่าวว่า บล.เออีซี เริ่มให้บริการลูกค้าด้านธุรกิจนายหน้าหลักทรัพย์ตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. 2556 ด้วยสำนักงานใหญ่เพียงแห่งเดียว แต่การเริ่มธุรกิจในช่วงที่ภาวะตลาดหุ้นไม่ดีถือว่าเป็นโอกาสไม่ใช่วิกฤติ เพราะช่วงที่ตลาดปรับฐานจากปัจจัยการเมืองทำให้เราได้ทำการทดสอบระบบ และเมื่อทุกเข้าที่เข้าทางเมื่อตลาดกลับมาเราจะให้บริการลูกค้าได้เลย

โดยบริษัทได้ขยายสาขาครบ 9 สาขา ในไตรมาสที่ 1 มีเจ้าหน้าที่การตลาด 140 คน และตั้งเป้าหมายจะเปิดให้ได้ 18 สาขาในปีนี้ และต้องเพิ่มเจ้าหน้าที่การตลาดอีกอีก 40-60 คน

เขากล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีบัญชีลูกค้าทั้งสิ้น 3,000 บัญชี มีการแอคทีฟ 60% เจ้าหน้าที่การตลาดของเราเลือกเฟ้นลูกค้าที่เป็นนักลงทุนจริงๆ เพื่อให้บริการทั่วถึง จะไม่เปิดบัญชีสะเปะสะปะ ทำให้ยอดการแอคทีฟค่อนข้างสูงมาก ในช่วงแรกจะเน้นลูกค้าขนาดกลาง พอร์ตขนาด 5-10 ล้านบาท แต่หลังจากระบบเริ่มเสถียรช่วงต้นปี ทำให้มีลูกค้ารายใหญ่ 50 - 100 ล้านบาทเพิ่มขึ้น ทำให้มีสัดส่วนลูกค้าขนาดกลาง 80 % และขนาดใหญ่ อีก 20%

ส่วนยอดการเทรดนั้น มาจากลูกค้ารายใหญ่ 30-40% ที่เหลือ 60% เป็นลูกค้ากลาง ทั้งนี้เราจะรักษาสัดส่วนของจำนวนลูกค้าไว้ในระดับนี้ เพราะหากมีลูกค้ารายใหญ่มากเกินไปจะมีความเสี่ยงทำให้เกิดความไม่เสถียรของปริมาณการซื้อขาย การเหวี่ยงตัววอลุ่ม ส่วนลูกค้ารายย่อยนั้น บริษัทจะไม่ให้ความสำคัญมากนัก เพราะหากเราจะเน้นให้บริการลูกค้ารายย่อย ต้องใช้เจ้าหน้าที่การตลาดมากขึ้น และมีต้นทุนสูง

ด้านค่าคอมมิชนั่นบล.เออีซีจัดเก็บอยู่ที่ 0.18-0.20% ใกล้เคียงกับ อุตสาหกรรม 0.15-0.18 % ซึ่งในอนาคตหากมีการแข่งเรื่องค่าคอมมิชชั่นนั้น ทางบริษัทก็พร้อมจะแข่ง

สำหรับข้อสงสัยที่ว่า บล.เออีซีเป็นกลุ่มทุนนักการเมือง หรือเป็นแหล่งฟอกเงินหรือไม่นั้น กอบเกียรติยืนยันว่าบริษัทไม่ใช่กลุ่มทุนนักการเมือง สามารถเช็คได้จากการถือหุ้นของบริษัท และคิดว่านักการเมืองส่วนใหญ่จะไม่ได้เล่นหุ้น สำหรับลูกค้ากลุ่มนักการเมืองนั้นบล.เออีซีมีจำนวนน้อยมาก ซึ่งการเปิดบัญชีนักการเมืองถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงในระดับที่ 3 ในนิยามของสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)และหรือสำนักงานป้องกันการฟอกเงิน (ปปง.)

"ทีมผู้บริหารเราเป็นมืออาชีพทั้งหมด เราทำงานเราต้องห่วงชื่อเสียง และในส่วนตัวผมเองผมจะไม่มาจบชีวิตในบล.ฟอกเงิน และบริษัทแห่งนี้ผมเองก็ถือหุ้นด้วย ไม่จำเป็นต้องเสี่ยง อยากให้ทุกคนมองเราในระยะยาว ซึ่งบล.เออีซี เป็นบริษัทมหาชน เรามีหน้าที่รับผิดชอบผู้ถือหุ้น เราไม่ทำให้บริษัทไปทำอะไรที่ผิดกฎหมาย"

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของกรุงเทพกธุรกิจพบว่า ในรายงานรายชื่อผู้บริหารของบริษัทหลักทรัพย์เออีซี ปรากฏชื่ออดีตนักการเมือง เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้ง ประพล มิลินทจินดา ประธานกรรมการบริหารบริษัท เคยเป็นรองเลขาธิการ ฝ่ายการเมือง สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี และเคยร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย

วิษณุ เครืองาม กรรมการบริษัท เคยเป็นอดีตรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมไปถึง วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและที่ปรึกษาบริษัท อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในสมัยรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี และเคยทำงานการเมืองให้กับพรรคชาติไทย และชาติไทยพัฒนา