เงินบาทขยับแข็งค่าท้ายสัปดาห์ ขณะที่หุ้นไทยทรงตัว โดยปรับขึ้นจากแรงซื้อเก็งกำไรผลประกอบการบริษัท ก่อนลดลงจากความกังวลเศรษฐกิจจีนและยูเครน
ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้
อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น
อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวต่อเนื่อง โดยมีการตัดจ่ายเงินภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือนผ่านระบบธนาคารในช่วงต้นสัปดาห์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) อยู่ที่ 1.90% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน อยู่ที่ 2.00% เท่ากับสัปดาห์ก่อนเช่นกัน
ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 28 เม.ย.-2 พ.ค. 2557 ธนาคารพาณิชย์จะมีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพฤหัสบดี ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะยังทรงตัวต่อเนื่องใกล้ระดับ 2.00% โดยตลาดการเงินไทยจะหยุดทำการในวันพฤหัสบดีเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.03% ในวันศุกร์ ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับระดับ 3.13% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวลดลงต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ โดยมีแรงซื้ออย่างต่อเนื่องจากกองทุนในประเทศ ผนวกกับแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติในช่วงกลางถึงปลายสัปดาห์
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.68% ในวันพฤหัสบดี ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับระดับ 2.72% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับลดลงต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ โดยมีแรงซื้อจากนักลงทุนท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดของสถานการณ์ระหว่างยูเครนและรัสเซียที่กลับมาอีกครั้ง ผนวกกับความกังวลต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังข้อมูลยอดขายบ้านใหม่ และข้อมูลภาคการผลิตของสหรัฐฯ ออกมาอ่อนแอกว่าที่คาด
ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
ค่าเงินบาท (Onshore)
เงินบาทอ่อนค่า ก่อนฟื้นตัวกลับมาบางส่วนช่วงท้ายสัปดาห์ โดยเงินบาทถูกกดดันจากการปรับโพสิชั่นของนักลงทุนก่อนการประชุมกนง. ซึ่งสอดคล้องกับสถานะขายสุทธิพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติในช่วงต้นสัปดาห์ นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินหยวน และแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ ในช่วงใกล้สิ้นเดือนจากกลุ่มผู้นำเข้า ก็เป็นปัจจัยกดดันเงินบาทด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี เงินบาทฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนช่วงปลายสัปดาห์โดยมีแรงหนุนจากการแข็งค่าของสกุลเงินอื่นๆ ในเอเชีย แม้ว่า สถานการณ์การเมืองในประเทศ จะยังมีแนวโน้มที่ยังไม่ชัดเจนก็ตาม
ในวันศุกร์ (25 เม.ย.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.25 เทียบกับระดับ 32.17 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (18 เม.ย.)
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (28 เม.ย.-2 พ.ค.) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 32.15-32.40 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยต้องจับตาประเด็นการเมืองในประเทศ และผลการประชุม FOMC (29-30 เม.ย.) ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี ISM ภาคการผลิต ดัชนี PMI เขตชิคาโก ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนเม.ย. ยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย รายจ่ายด้านการก่อสร้าง ยอดสั่งซื้อของโรงงาน รายได้-รายจ่ายส่วนบุคคลเดือนมี.ค. ดัชนีราคาบ้านเดือนก.พ. จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และข้อมูลจีดีพีประจำไตรมาส 1/2557 (รายงานครั้งที่ 1) นอกจากนี้ ตลาดอาจรอรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนเม.ย. ของหลายๆ ประเทศ รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครนด้วยเช่นกัน
เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ
เงินยูโรขยับขึ้นเล็กน้อย หลังจากดัชนีชี้นำเศรษฐกิจสหรัฐฯ เดือนมี.ค.ที่ออกมาดีกว่าที่คาด กดดันให้เงินยูโรอ่อนค่าลงช่วงสั้นๆ ต้นสัปดาห์ โดยเงินยูโรทยอยฟื้นตัวขึ้นในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ ท่ามกลางสัญญาณที่แข็งแกร่งจากดัชนี PMI ของยูโรโซน และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเยอรมนีของสถาบัน Ifo ในเดือนเม.ย. แต่กระนั้น ถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ยังคงระบุย้ำถึงความเป็นไปได้ในการผ่อนคลายมาตรการทางการเงินเพิ่มเติม (เพื่อสกัดความเสี่ยงจากเงินฝืด) ได้ชะลอทิศทางการแข็งค่าของเงินยูโรเอาไว้บางส่วน
เงินเยนแข็งค่าขึ้น โดยเงินเยนอ่อนค่าลงเล็กน้อยช่วงต้นสัปดาห์ หลังจากการส่งออกของญี่ปุ่นในเดือนมี.ค. ขยายตัวน้อยกว่าที่ตลาดคาดไว้ อย่างไรก็ดี เงินเยนทยอยฟื้นตัวกลับมาแข็งค่าขึ้นช่วงที่เหลือของสัปดาห์ โดยได้รับแรงหนุนในฐานะที่เป็นสกุลเงินปลอดภัยจากสถานการณ์ยูเครนที่ยังตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ก็มีปัจจัยลบจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาด อาทิ ยอดขายบ้านใหม่/บ้านมือสองเดือนมี.ค. และดัชนี PMI เบื้องต้นสำหรับภาคการผลิตเดือนเม.ย.
ในวันศุกร์ (25 เม.ย.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.3837 เทียบกับ 1.3813 ดอลลาร์ฯ ต่อ ยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า (18 เม.ย.) ส่วนเงินเยนอยู่ที่ 102.04 เทียบกับ 102.39 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า
ตลาดทุน
ตลาดหุ้นไทย
ดัชนี SET ทรงตัวจากสัปดาห์ก่อน โดยปรับตัวขึ้นจากแรงซื้อเก็งกำไรผลประกอบการบริษัท ก่อนลดลงในช่วงปลายสัปดาห์จากความกังวลต่อเศรษฐกิจจีนและยูเครน โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,408.16 จุด ลดลง 0.07% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 10.56% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 32,793.28 ล้านบาท โดย นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนรายย่อย นักลงทุนสถาบัน และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 417.05 จุด เพิ่มขึ้น 1.87% จากสัปดาห์ก่อน
ตลาดหุ้นไทยปิดค่อนข้างทรงตัวจากสัปดาห์ก่อน โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงต้นถึงกลางสัปดาห์ จากแรงซื้อเก็งกำไรระยะสั้นในเรื่องผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ผนวกกับแรงซื้ออย่างต่อเนื่องจากนักลงทุนต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงต่อเนื่องในช่วงปลายสัปดาห์จากแรงขายเพื่อปรับพอร์ตของนักลงทุนต่างชาติ และความกังวลต่อเศรษฐกิจจีนและสถานการณ์ในยูเครน
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์หน้าระหว่างวันที่ 28 เม.ย.- 2 พ.ค. 2557 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีโอกาสอ่อนตัวลง จากแรงขายทำกำไร ขณะที่ตลาดคงจะให้น้ำหนักกับการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ เครื่องชี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ เครื่องชี้ภาคการผลิต (ISM Manufacturing) GDP Q1/2014 (รายงานครั้งที่ 1) และการจ้างงานนอกภาคเกษตร โดยตลาดหุ้นไทยปิดทำการในวันพฤหัสบดีเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,400 และ 1,393 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,426-1,430 และ 1,450 จุด ตามลำดับ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ดัชนี DJIA ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดีเกินคาด โดยเมื่อวันพฤหัสบดี ดัชนี DJIA ปิดที่ 16,501.65 จุด เพิ่มขึ้น 0.57% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ โดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการบริษัทที่ออกมาแข็งแกร่ง ก่อนปรับลงในวันพุธและทรงตัวในวันพฤหัสจากความกังวลต่อสถานการณ์ในยูเครนที่กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น
ดัชนี Nikkei ปรับตัวลดลงจากความกังวลต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่อาจอ่อนแอลง หลังการขึ้น VAT โดยเมื่อวันศุกร์ ดัชนี Nikkei ปิดที่ 14,429.26 จุด ลดลง 0.60% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับลดลงในช่วงต้นสัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลต่อการแถลงผลประกอบการของภาคเอกชนของญี่ปุ่น และความกังวลต่อสถานการณ์ในยูเครน ก่อนจะปิดตลาดเพิ่มขึ้นได้ในวันพุธตามการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และข้อมูลภาคการผลิตของจีนที่ออกมาค่อนข้างดี อย่างไรก็ตาม ดัชนีปรับลดลงอีกครั้งในวันพฤหัสจากความกังวลที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจชะลอตัวลง หลังการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่ดัชนีฟื้นตัวขึ้นได้ในวันศุกร์หลังข้อมูลอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ตอกย้ำความหวังที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น อาจผ่อนคลายนโยบายการเงินลงอีก









