วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สแตนชาร์ตมั่นใจศก.โลกฟื้นดันจีดีพีไทยโต3.5%

สแตนชาร์ตชี้เศรษฐกิจไทยปีนี้โต3.5% ผลจากเศรษฐกิจโลกขยายตัวดี หนุนความต้องการสินค้าไทยในตปท.เพิ่มขึ้น ดันส่งออกไปไทยเติบโต 9%

นายเดวิด มานน์ หัวหน้าทีมวิจัยภูมิภาคเอเชีย ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ให้ข้อมูลเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยปี 2557 ว่า โดยภาพรวมเศรษฐกิจโลกปีนี้ อยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่สถานะที่ดีขึ้น ด้วยการเติบโตที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีน ซึ่งสแตนชาร์ตคาดเศรษฐกิจโลกปีนี้จะโต 3.4% จากปีก่อนที่โต 2.7%

"เศรษฐกิจโลกปีนี้น่าจะดีกว่าปีที่แล้ว และช่วงครึ่งหลังปีนี้เศรษฐกิจโลกมีพลวัตขับเคลื่อนการฟื้นตัวมากขึ้น เพราะทั้งสหรัฐและยูโรโซน ตลอดจนเศรษฐกิจจีนญี่ปุ่น สามารถขยายตัวได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น"

ให้สหรัฐโต2.4%ปีนี้

โดยนายมานน์ มองเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวและโต 2.4% ปีนี้ จาก 1.9% ปีก่อน ผลจากการใช้จ่ายภาครัฐกับการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ช่วยหนุน และผลกระทบเชิงลบจากนโยบายการคลังสหรัฐ ซึ่งเคยประเมินว่า จะมีผลทำให้จีดีพีลดไป 2% นั้นหมดไป เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นน้อยลงเหลือแค่ 0.5% ของจีดีพี

นอกจากนี้การตื่นกลัวจากผลกระทบ จากนโยบายผ่อนคลายการเงิน จนทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งนั้นลดลง เนื่องจากผู้คนเห็นอะไรชัดเจน และไม่ตื่นตระหนก ทำให้อัตราผลตอบแทนมีเสถียรภาพ ซึ่งช่วยหนุนการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์สหรัฐให้ดีขึ้นด้วย ถือเป็นตัวเลขสองหลักขับเคลื่อนสหรัฐดีขึ้น และโตต่อเนื่องปีนี้

คาดเฟดขึ้นดบ.เดือนมิ.ย.ปีหน้า

ทั้งนี้สหรัฐเดินกลับเข้าสู่การใช้นโยบายการเงินปกติ จากที่เคยผ่อนคลายอย่างที่สุดเท่าที่เคยมีมา การลดใช้นโยบายผ่อนคลายการเงิน (คิวอี) ของสหรัฐ จะลดลงอย่างเรื่อยๆ ซึ่งในเดือนก.ย.ปีนี้คิดว่าคิวอี 3 คงจะจบลง และคิวอี 1 กับ 2 น่าจะหมดลงในไตรมาสแรกปีหน้า และเดือนมิ.ย.ปีหน้า จะเริ่มเห็นธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)ขึ้นดอกเบี้ย

ชี้จีนโตมีคุณภาพปีนี้7.4%

สำหรับยุโรป นายมานน์ กล่าวว่า เปลี่ยนจากหดตัว มาสู่การขยายตัวปีนี้ คือจากติดลบ 0.4% ปีก่อนมาเป็น 1.3% ปีนี้ การลงทุนกับความต้องการในยุโรปน่าจะดีขึ้น ส่วนจีนมีการเปลี่ยนผ่าน และสิ่งที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนให้โต น่าจะมาจากการบริโภคเป็นหลัก มากกว่าการลงทุนและการส่งออก ที่ช่วยการเติบโตของจีนมีคุณภาพ 7-8% ไม่โตแบบตัวเลข 2 หลักที่เน้นเชิงปริมาณเหมือนช่วงที่ผ่านมา และคาดปีนี้จีนจะโต 7.4% จากปีก่อนอยู่ที่ระดับ 7.7%

ส่วนญี่ปุ่นมีการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย และการปฏิรูปเศรษฐกิจ ที่ยังคงดำเนินต่อไป เพื่อดึงเศรษฐกิจให้หลุดจากภาวะเงินฝืด การขึ้นภาษีการขายอาจมีผลกระทบแค่ไตรมาสแรก ก่อนกลับสู่ภาวะปกติ สแตนชาร์ต คาดการกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ยังมีความท้าทายหลายด้าน จึงให้ญี่ปุ่นโต 1.4% ปีนี้ หลังจากขยายตัว 1.5% ปีก่อน

ศก.โลกดีขึ้นหนุนเอเชียโตตาม

นายมานน์ ชี้ว่า การฟื้นตัวของประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ น่าจะเป็นปัจจัยบวก หนุนให้เศรษฐกิจเอเชียโตต่อเนื่อง ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจเอเชียได้แรงหนุนจากการใช้นโยบายผ่อนคลายคิวอี และจากคาดการณ์เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวโตต่อ น่าจะช่วยหนุนการส่งออกของโลกและของไทยดีขึ้น ซึ่งจีดีพีเอเชียยกเว้นญี่ปุ่นจะโต 6.5% ปีนี้เช่นเดียวกันปีก่อน และปีหน้ายังจะขยายตัวที่ 6.5%

มองดี จีดีพีไทยโต 3.5%

ด้าน นางสาวอุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส สแตนชาร์ตในไทย มองว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปีนี้ค่อนข้างดี และน่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก และเชื่อว่าเศรษฐกิจเริ่มมีเสถียรภาพไตรมาส 2 ครึ่งหลังปีนี้เศรษฐกิจน่าจะกลับสู่ภาวะฟื้นตัวตามลำดับ และคาดจีดีพีไทยปีนี้จะอยู่ที่ 3.5% จากปีก่อนให้ไว้ 2.9%

โดยเธอยอมรับว่า คาดการณ์จีดีพีไทยดีกว่าค่ายอื่นๆ เพราะอ้างอิงประวัติศาสตร์การเมืองที่ทุกครั้งที่เกิดเหตุนองเลือด ซึ่งเกิดมาแล้ว 4 ครั้ง

"ไม่ว่าจะเป็นปี 2516 สมัยจอมพลถนอม ในปี 2519 เหตุรุนแรงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือในปี 2535 สมัยปฏิวัติ พล.อ.สุจินดา คราประยูร และวันที่ 10 พ.ค. 2553 หรือพฤษภาทมิฬ ล้วนเป็นวิกฤติรุนแรงสูญเสียทั้ง 4 ครั้ง แต่เศรษฐกิจสามารถกลับมาโตในอัตราที่แข็งแกร่งราว 10% อย่างปี 2535 พอผ่านไปก็กลับมาโตไม่ต่ำกว่า 8% ล่าสุดหลังปี 2553 จีดีพีก็กลับมาโตไม่ต่ำกว่า7%"

เธอตั้งข้อสังเกตว่าสิ่งที่ทำให้เศรษฐกิจไทย ซึ่งเคยเผชิญวิกฤตการเมืองรุนแรง แต่ยังกลับมาโตได้แข็งแกร่งนั้น หลักๆ มาจากปัจจัยภายนอกประเทศทั้งสิ้น เช่นหลังปี 2535 ได้การลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) เข้ามาช่วยชดเชยผลกระทบเกิดจากการเมืองรุนแรง และหลังเหตุการณ์เสื้อแดงปี 2553 ก็ได้การส่งออกฟื้นตัวเร็ว หรือหลังเฟดใช้คิวอี 1 กับ 2 ทำให้เศรษฐกิจโลกมีปฏิกิริยาเชิงบวก หนุนส่งออกกลับมาโตกว่า 5%

"ไทยโชคดีที่มีปัจจัยบวกจากต่างประเทศ เข้ามาชดเชยปัญหาในประเทศอย่างการเมือง บวกกับค่าเงินอ่อนสะสมอ่อนมาตั้งแต่เดือนเม.ย. ปีก่อน จนถึงเดือนเม.ย. ปีนี้ลงไป 12% แล้ว จึงทำให้ทุนสำรองเพิ่มขึ้น และมีผลให้ภาคส่งออกดีขึ้นด้วย"

คาดส่งออกไทยโต 9%

นอกจากนี้ ปัจจัยต่างประเทศและเงินบาทอ่อน ภายใต้คาดการณ์หากเศรษฐกิจโลกพื้นดีจริง เมื่อเศรษฐกิจโลกดีเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าของไทยก็ดีตามไปด้วย ซึ่ง ความต้องการสินค้าส่งออกจากไทยก็จะมีมากขึ้น

ขณะเดียวกันทิศทางที่บาทอ่อนค่าสะสมมาตั้งแต่เดือนเม.ย.ปีก่อน คืออ่อนค่าไปแล้ว 12% จากที่แข็งสุด 28 บาท ค่อยๆ อ่อนตามลำดับมาอยู่แถว 32 บาท ทำให้ปัจจัยต่างประเทศบวกบาทอ่อนกลายเป็นผลกระทบเชิงบวก 2 เท่ามีผลดีอย่างมากต่อการส่งออกไทย

"ไทยน่าจะคาดหวังได้ว่า ทิศทางเศรษฐกิจจะดีขึ้นช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ด้วยแรงหนุนเศรษฐกิจโลก ทำให้เรามองส่งออกปีนี้อาจโตถึง 9% และจากมุมมองนี้ทำให้สแตนชาร์ตมองจีดีพีไทยปีนี้สูงกว่าใคร" นางสาวอุสรา กล่าว

เธอกล่าวว่า ปัจจัยอื่นๆ แม้ว่าดัชนีการบริโภคในประเทศยังไม่ดีขึ้น แต่ดัชนีการส่งออกเริ่มผงกหัวดีขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวและยอดจองโรงแรมได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองแค่ในกรุงเทพฯ แต่ตามภูมิภาคอย่างภาคใต้และภาคเหนือยังโตได้ดีมาก ซึ่งมีสถิติว่านักท่องเที่ยวยังเข้ามาในไทย 2 ล้านคนต่อเดือน

ส่วนเอฟดีไอในไทยยังเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนพ.ยและธ.ค.ปีก่อน จนถึงเดือนม.ค.ปีนี้ยังเพิ่ม ซึ่งเป็นเอฟดีไอมาจากประเทศเพื่อนบ้านและจีน และหากได้บอร์ดบีโอไอใหม่ก็จะมีเอฟดีไอจากญี่ปุ่นเข้ามาอีกช่วงครึ่งหลังปีนี้

นางสาวอุสรา ยอมรับว่า สุญญากาศทางการเมืองอาจทำให้การลงทุนล่าช้า ขณะที่การบริโภคภาครัฐไม่ใช่ว่าจะไม่มีเลย เพราะรัฐบาลยังเบิกจ่ายได้ตามปกติมีการใช้จ่ายบางส่วน เมื่อไปรวมเศรษฐกิจโลกดีขึ้น ส่งผลบวกต่อทิศทางการส่งออก ทำให้สแตนชาร์ตมองเศรษฐกิจไม่สิ้นหวัง แม้ยังไม่มีสัญญาณบอกว่าการเมืองจะคลี่คลายเมื่อใด

เชื่อดอกเบี้ยไทยไม่ขึ้นปีนี้

เธอยังกล่าวถึงนโยบายดอกเบี้ยของไทยว่า ปัญหาตอนนี้ไม่ใช่ดอกเบี้ยไม่ต่ำพอ ตอนนี้ต่ำพอช่วยหนุนเศรษฐกิจ เพียงแต่ว่าปัญหาอยู่ที่ผู้คนไม่เชื่อมั่นที่จะบริโภคหรือลงทุน ดอกเบี้ยแท้จริงตอนนี้เป็นลบแล้ว เพราะอัตราเงินเฟ้อเกิน2% ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่2%แล้ว

ทั้งนี้ดอกเบี้ยนโยบายติดลบมากขึ้นโดยธรรมชาติก็หนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอยู่แล้ว ขณะที่การส่งผ่านการลดดอกเบี้ยก็ถูกจำกัด เพราะธนาคารพาณิชย์ต่างระวังในการปล่อยสินเชื่อและลดการปล่อยสินเชื่อ หลายธนาคารลดเป้าสินเชื่อลงเหลือ4-5% จึงคิดว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)วันพุธนี้ จะคงดอกเบี้ยไว้ช่วงที่เหลือของปีนี้

มองบาทอาจอ่อนแตะ33.5

นายคัลลัม เฮนเดอร์สัน หัวหน้าทีมวิจัยอัตราแลกเปลี่ยนของสแตนชาร์ต กล่าวว่าช่วงครึ่งหลังปีนี้ค่าเงินเอเชียจะน่าสนใจมากขึ้น เอเชียจะได้ประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวต่อเนื่อง การมองเรื่องลดคิวอีชัดเจนขึ้นทำให้มีกระแสเงินไหลกลับเข้ามาในระยะสั้น เข้ามาหาค่าเงินเอเชียรวมทั้งบาท ทำให้เดือนม.ค.ที่ผ่านมา บาทเริ่มกลับมาแข็งที่ 32 บาทต้นๆ

จากประเด็นข้างต้นบวกกับต่างชาติสนใจเข้ามาซื้อสินทรัพย์ในเอเชียมากขึ้น ทำให้ครึ่งหลังปีนี้ค่าเงินเอเชียแข็งขึ้นอีก แต่บาทก็ขึ้นอยู่กับประเด็นการเมืองไทยจะคลี่คลายหรือไม่ ถ้ายังไม่ชัดเจนบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงได้อีก

"แต่ถ้าเศรษฐกิจโลกดี และส่งออกไทยดี และการเมืองชัดเจนขึ้น ช่วงครึ่งหลังปีนี้ บาทมีแนวโน้มกลับมาแข็งค่าได้ช่วงครึ่งหลังปีนี้" นายเฮนเดอร์สันให้ความเห็น

ขณะที่นางสาวอุสราชี้ว่า บาทอาจอ่อนค่า เพราะปัจจัยการเมืองไม่เห็นสัญญาณว่า จะคลี่คลายในทิศทางใดในระยะสั้น ความไม่แน่นอนเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้บาทมีแรงกดดัน บาทอาจมีโอกาสอ่อนค่ากลับมาอยู่แถวๆ 33 บาท หรือ 33.5 บาทต่อดอลลาร์

แต่ถ้าสถานการณ์การเมืองคลี่คลาย บวกเศรษฐกิจโลกดีขึ้น ย่อมเป็นผลบวกต่อการส่งออกเอื้อให้เงินทุนไหลกลับเข้าตลาดเกิดใหม่ช่วงครึ่งหลังปีนี้ น่าจะทำให้บาทกลับมาแข็งได้อีกระลอก ไตรมาส 4 ปีนี้ อาจกลับมาแข็งแถวๆ 32 บาท และสิ้นปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์

เมื่อถามถึงการมองดีข้างต้น มีผลต่อการพิจารณาเรทติ้งของไทยอย่างไรนั้น นางสาวอุสรา เชื่อว่าขึ้นอยู่กับว่าสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะมองเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างที่สแตนชาร์ตมองหรือไม่

แต่ถ้ามองอย่างที่ตลาดกลัวว่าโตแค่ 1-2% อีกทั้งความไม่แน่นอนทางการเมืองไม่คลี่คลาย อาจเป็นจุดที่สถาบันจัดอันดับเหล่านั้นต้องตัดสินใจ และสถาบันเรทติ้งเหล่านี้อาจดำเนินการเชิงปฏิบัติได้