กำไรจากธุรกิจปกติทรงตัว
คาดกำไรสุทธิ 1Q57 จะทำได้ราว 402 ล้านบาท
เราคาดว่าผลประกอบการที่มาจากธุรกิจปกติของ STEC ยังสามารถทรงตัว โดยคาดว่าจะกำไรที่ไม่รวมรายการพิเศษใน 1Q57 ราว 402 ล้านบาท ทรงตัวเมื่อเทียบกับ 1Q56 ส่วนหนึ่งมาจากการรับรู้รายได้ ราว 5.6 พันล้านบาทเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากงานต่อเนื่องของโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และ สายสีม่วง รวมถึงจากงานภาคเอกชน เช่น งานโรงไฟฟ้า งาน LNG module STPI และ งานทางด่วน เราคาดว่า STEC จะมีอัตรากำไรขั้นต้นทรงตัวที่ระดับ 9.2% อย่างไรก็ดี หากดูกำไรสุทธิจะพบว่าปรับตัวลดลง 40% QoQ เนื่องจากใน 4Q56 บริษัทบันทึกรายการพิเศษจากการตีมูลค่าสินทรัพย์เพิ่มขึ้นมา 294 ล้านบาท
ปี 2557 เน้นรับงานภาคเอกชน
STEC เริ่มต้นงานใหม่จากต่างประเทศ เป็นงานก่อสร้างทำถนนที่ประเทศลาว มูลค่า 657 ล้านบาท นอกจากนั้นยังมีงานอื่นอยู่ระหว่างการเจรจาซึ่งเป็นเริ่มขยายการรับงานเข้าสู่ต่างประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้ปัจจุบันSTEC มีงานใหม่จากภาคเอกชนที่อยู่ระหว่างรอการเซ็นสัญญา มูลค่ารวมกว่า 2 พันล้านบาท โดยยังมีงานอื่นๆที่คาดหวังจะได้รับระหว่างปี จากงานก่อสร้างสนามบิน และงานจากกลุ่มลูกค้าในธุรกิจค้าปลีก และงานจากโรงไฟฟ้าที่คาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วง 2H57 สำหรับงานภาครัฐ จากงานรถไฟรางคู่ สัญญาที่ 1 (คลองสิบเก้า-แก่งคอย) มูลค่างาน 1 หมื่นล้านบาท ที่บริษัทได้ยื่นซองประมูลไปแล้ว และ โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) มูลค่างาน 2.6 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าจะทราบผลและมีความคืบหน้ามากขึ้นในช่วง 2H57
งานในมือรองรับรายได้ 2 ปี
ปัจจุบัน STEC มีงานในมือรอบันทึกรายได้ราว 5.2 หมื่นล้านบาท มาจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง และ สีน้ำเงิน งานศูนย์ราชการ นอกจากนั้น ยังมีงานก่อสร้างของบริษัทเอกชน เช่น งานทางด่วน งานโรงไฟฟ้า รวมถึงงานกลุ่มค้าปลีก ที่ทยอยรับรู้รายได้ภายในปี สามารถรองรับรายได้ในปี 2557-2558 ได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าความไม่สงบทางการเมืองจะทำให้การรับงานจากภาครัฐเป็นไปอย่างล่าช้า อย่างไรก็ดีเราคาดว่าโอกาสรับงานจากภาครัฐจะเป็นรูปธรรมมากขึ้นใน 4Q57 ที่จะช่วยสนับสนุนงานในมือของ STEC ในอนาคตถัดไป
คงคำแนะนำ “ซื้อ”
STEC ยังคงเป็นหุ้นแนะนำที่ดี ในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ จุดเด่นที่ดีกว่าผู้ประกอบการรายอื่นคือการมีฐานะทางการเงินที่แข็งแรง ไม่มีภาระเงินกู้ อัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ย 3% ต่อปีรวมถึงงานในมือรอรับรู้รายได้ 2 ปีข้างหน้า ซึ่งสามารถลดแรงเสียดทานจากความไม่ปกติของแผนการรับงานของภาครัฐที่เป็นผลกระทบจากประเด็นการเมืองในระยะกลาง









