สรรพากรเผยผู้ประกอบการรายใหญ่ เป็นกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าไปรีดภาษีในครึ่งหลังของปี หลังจัดเก็บต่ำเป้า2.3หมื่นล.
สรรพากรเผยผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งในตลาดหลักทรัพย์และนอกตลาดเป็นกลุ่มเป้าหมายที่กรมฯจะเข้าไปรีดภาษีในช่วงครึ่งหลังของปี หลังประเมินภาพรวมทั้งปีจัดเก็บต่ำเป้า 7.1% และ ครึ่งแรกของปีต่ำเป้าไปแล้ว 2.3 หมื่นล้านบาทคิดเป็น 3% เหตุสำคัญจากปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อ พร้อมนำระบบไอทีเข้ามาช่วยขยายฐานภาษีทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล
นายสุทธิชัย สังขมณี อธิบดีกรมสรรพากรประเมินภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของกรมฯในปีงบประมาณ 2557 ว่า น่าจะจัดเก็บภาษีได้ประมาณ 1.76 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้จำนวน 1.89 ล้านล้านบาท ประมาณ 7.1% หลังจากยอดการจัดเก็บรายได้ในสองไตรมาสแรกของปีงบประมาณจัดเก็บได้จำนวน 7.05 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท หรือ 3%
ส่วนสาเหตุสำคัญที่ทำให้ยอดการจัดเก็บรายได้ในช่วงที่ผ่านมาต่ำกว่าเป้าหมายเป็นเพราะสถานการณ์การเมืองที่เกิดจากการชุมนุมยืดเยื้อและยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ ทำให้ความเชื่อมั่นในการบริโภคในประเทศ และการลงทุนชะลอตัว ส่งผลให้การจัดเก็บภาษีต่างๆลดลง โดยภาษีที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เก็บจากการนำเข้า ซึ่งภาษีดังกล่าวเป็นตัวสะท้อนถึงทิศทางการผลิตและการส่งออก โดยในยอดรายได้ที่ต่ำเป้าจำนวน 2.3 หมื่นล้านบาทนั้น เป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่เก็บจากการนำเข้าที่ต่ำเป้าถึง 1.9 หมื่นล้านบาท
"รายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าที่หายไปถึง 1.9 หมื่นล้านบาทนั้น เป็นเรื่องที่เราไม่สามารถควบคุมประสิทธิภาพการจัดเก็บได้ เพราะเป็นเรื่องของความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการนำเข้าที่ต้องการลงทุนหรือไม่"เขากล่าว
เขากล่าวว่า หากปัญหาการเมืองยืดเยื้อ ยอดการจัดเก็บรายได้ในปีนี้ต้องต่ำกว่าเป้าหมายแน่นอน โดยหากเป็นเช่นนั้น จะถือได้ว่า เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่การจัดเก็บรายได้ของกรมฯนั้น ต่ำกว่าเป้าหมาย หรือ อย่างน้อยก็นับตั้งแต่ปี 2550 อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังยังยืนเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ของกรมฯไว้ที่ระดับเดิม โดยหวังว่า การจัดเก็บรายได้ในช่วงครึ่งปีหลังจะช่วยทดแทนการจัดเก็บรายได้ที่ต่ำกว่าเป้าหมายในครึ่งแรกของปี ทั้งนี้ รายได้ของกรมฯถือเป็นรายได้สำคัญของรัฐบาลที่คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 70%ของรายได้ทั้งหมด
ทั้งนี้ ในช่วงสองไตรมาสหลังของปีที่ถือเป็นความหวังในการจัดเก็บรายได้ กรมฯจะเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บให้มากขึ้น โดยจะเน้นไปยังผู้ประกอบการรายใหญ่ที่หลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งสถิติยอดรายได้ในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ระยะที่ผ่านมาทั้งหมดนั้น มีสัดส่วนรายได้ถึง 70% ของรายได้รวม ปัจจุบันมียอดจัดเก็บแล้วประมาณ 6.4 แสนล้านบาท
"เราจะให้ความสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีกับประกอบการรายใหญ่ให้มากขึ้น ทั้งในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และบริษัทนอกตลาด ซึ่งผมได้การให้สรรพากรทุกเขตพื้นที่เข้าประกบผู้ประกอบการรายที่มีขนาดใหญ่ 100 อันดับแรก เพื่อให้ประเมินภาพรายได้ของตนเองก่อนที่จะยื่นแบบจริงในเดือนพ.ค.นี้"เขากล่าว
ทั้งนี้ กรมฯได้ทำเรื่องเสนอไปยังกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการการเลือกตั้งในการต่ออายุอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน 20% ต่อไปอีก 1 ปี จากเดิมที่จะครบกำหนดในสิ้นปีนี้พร้อมกับ เสนอให้ต่ออายุการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 7% ออกไปอีก 1 ปี จากเดิมที่จะครบกำหนดในเดือนกันยายนนี้
การขยายฐานการจัดเก็บรายได้ทั้งในส่วนของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลนั้น ขณะนี้ กรมฯได้เตรียมนำระบบไอทีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขยายฐานภาษีทั้งสองส่วน โดยจะเชื่อมโยงข้อมูลกับกระทรวงมหาดไทยที่มีข้อมูลด้านประชากรทั้งหมด และ เชื่อมโยงกับการไฟฟ้า ซึ่งจะทราบยอดการใช้ไฟฟ้าในแต่ละครัวเรือน ทำให้นำมาประเมินภาพรายได้ของผู้อยู่อาศัยทั้งหมด
ทั้งนี้ กรมฯได้ว่าจ้างบริษัทภายนอกเข้ามาสำรวจข้อมูลที่เชื่อมโยงกันและนำไปสู่การประเมินรายได้ของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยนำร่องในเขตพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น ในเขตพัทยา ซึ่งเป็นเขตที่มีระบบไอทีที่ดีและรองรับการสำรวจดังกล่าว หากสามารถตรวจเช็คได้ตามเป้าหมาย ต่อไปเราจะทราบว่า ในแต่ละบ้านนั้น ใครมีหน้าที่ต้องเสียภาษีบ้าง ปัจจุบัน ประชากรของไทยมีประมาณ 70 ล้านคน ในจำนวนนี้ มีผู้ยื่นแบบชำระภาษีผ่านภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นิติบุคคล และ มูลค่าเพิ่ม รวมกันไม่เกิน 11 ล้านคน
"ยอดการใช้ไฟฟ้าจะเป็นตัวสะท้อนที่สำคัญต่อรายได้ของบุคคลหรือนิติบุคคล ยกตัวอย่าง บริษัทแห่งหนึ่ง มียอดการใช้ไฟฟ้าประมาณ 2 พันบาทต่อเดือน แต่พบว่า ยอดการใช้ไฟฟ้าในบ้านของกรรมการรายหนึ่งในบริษัทดังกล่าวมียอดถึง 1 หมื่นบาทต่อเดือน ทำให้มีข้อสังเกตว่า กรรมการอาจมีรายได้ที่มากกว่ารายได้ที่เกิดจากบริษัทนั้นๆ ซึ่งเป็นจุดที่เราจะต้องเข้าไปเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อตรวจสอบให้มากขึ้น"
นอกจากนี้ กรมฯยังเตรียมนำระบบไอทีเข้ามาตรวจสอบภาษีซื้อและภาษีขาย เพื่อให้การชำระภาษีของผู้ประกอบการตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น








