ชูแผน"ไทยแลนด์พลัส1"จามายันไทยน่าลงทุน
จามา ยันไทยยังน่าลงทุน ระบุชิ้นส่วนญี่ปุ่น ชูแผน"ไทยแลนด์พลัส 1"ดึงเพื่อนบ้านร่วมพัฒนา ด้านสมาคมส่งเสริมการรับช่วงผลิตไทย ชี้เศรษฐกิจ การเมือง ฉุดอุตสาหกรรมซึม แนะผู้ประกอบการใช้เวลาปรับปรุง ซ่อมบำรุง เครื่องจักร พัฒนาบุคลากร แผนธุรกิจ รอเวลาฟื้นตัว
แม้ว่าไทยจะประสบปัญหาการเมือง และเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้เกิดความวิตกในหลายๆ ด้านรวมถึงภาคการลงทุนจากต่างชาติ แต่ผู้เกี่ยวข้องยืนยันว่าไทยยังเป็นประเทศที่น่าสนใจ โดยเฉพาะจากคู่ค้าและนักลงทุนรายใหญ่อย่าง ญี่ปุ่น
นายชินิชิโร โอกะ ผู้อำนวยการทั่วไป สมาคมผู้ผลิตยานยนต์ญี่ปุ่น หรือ JAMA สำนักงานสิงคโปร์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับไทยในการเป็นศูนย์กลางการลงทุน และมีนโยบายที่เรียกว่า ไทยแลนด์ พลัส 1 ในส่วนของอุตสาหกรรมในระดับเทียร์ 2, เทียร์ 3 โดยมองไปยังประเทศรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นพม่า ลาว หรือเวียดนาม เพื่อส่งเสริมการผลิต และตลาด
สำหรับเทียร์ 2, เทียร์ 3 เป็นกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนรายย่อยที่จะส่งสินค้าให้กับเทียร์ 1 ซึ่งเป็นผู้ประกอบชิ้นส่วนสำเร็จรูปก่อนส่งเข้าโรงงานประกอบรถยนต์ต่อไป
ส่วนการที่เลือกประเทศดังกล่าวมาเป็นส่วนเสริม เพราะเห็นว่าพื้นฐานทางด้านอุตสาหกรรมยังไม่แข็งแกร่งเท่าที่ควร และแนวนโยบายยังไม่นิ่ง อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้หลายครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนจะให้ความสำคัญมาก
นอกจากนี้ยังเชื่อมั่นว่าในอนาคต อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย จะได้รับผลดีจากการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขทางการค้าในอาเซียน เช่นปี 2561 การนำเข้ารถยนต์ของเวียดนามจากไทยจะเป็น 0% จากปัจจุบันที่จัดเก็บในอัตรา 50% ซึ่งถึงช่วงนั้นเชื่อว่ากิจกรรมส่งออกรถจากไทยจะมากขึ้น และอาจมีผลต่อด้านการผลิตของเวียดนามในขณะเดียวกัน
แนะปรับปรุงการผลิตบุคลากร
นายสมเกียรติ ชูพรรคเจริญ นายกสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมไทยยังอยู่ในภาวะที่ดี แม้ว่าช่วงนี้จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมือง และเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่มั่นใจว่าในอนาคตจะยังคงมีการเติบโตที่ดี โดยในส่วนของผู้ประกอบการรับช่วงการผลิต ที่เป็นสมาชิกสมาคมทั้งสิ้น 350 บริษัท ยังพบว่าสามารถประคองตัวได้ มีเพียง 9 บริษัท ที่ปิดกิจการไปก่อนหน้านี้
"ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการจะทำหลายอย่าง แต่ที่ปิดไปนั้นเป็นผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเฉพาะด้าน"
อย่างไรก็ตามแม้ว่าภาพรวมปีนี้จะชะลอตัวลง แต่ว่าปี 2555 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นปีที่อุตสาหกรรมเติบโตถึงขีดสุด และขยายตัว 2-3 เท่าตัว ทำให้ผู้ประกอบการได้ประโยชน์จากช่วงเวลาดังกล่าวอย่างมาก แต่ก็ไม่มีเวลาหยุดพัก หรือปรับปรุงในด้านต่างๆ ดังนั้นจึงเห็นว่าปีนี้เมื่ออุตสาหกรรมถดถอย น่าจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการที่จะพัฒนาตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลาปรับปรุงกระบวนการผลิต ซ่อมแซมหรือบำรุงรักษาเครื่องจักร วางระบบบริหารจัดการภายใน ฝึกอบรมพนักงาน เพื่อรออุตสาหกรรมกลับมาเติบโตอีกครั้ง
ทั้งนี้สมาคมฯมั่นใจว่าไทยจะยังมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมหลายอย่าง ซึ่งจากการเดินทางไปโรดโชว์ต่างประเทศหลายครั้ง โดยเฉพาะญี่ปุ่น ก็ยังแสดงความสนใจไทย และเห็นถึงศักยภาพที่สูงกว่าคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย หรือเวียดนามที่พยายามแข่งขันกับไทย
เพิ่มระบบอัตโนมัติแก้ปัญหาแรงงาน
"ข้อเสียเปรียบอย่างเดียวของไทยก็คือ ปัญหาแรงงาน ทั้งการขาดแคลน และต้นทุนที่สูงกว่า แต่จุดเด่นของเราคือ เทคโนโลยีที่สูงกว่า อีกทั้งมีระบบสาธารณูปโภคที่ดีกว่า มีอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องหรือซัพพลาย เชน ที่แข็งแกร่งกว่า ซึ่งการที่นักลงทุนต่างชาติจะไปที่ไหนสักแห่ง เขาไม่ได้ดูแค่ต้นทุน หรือว่าจำนวนประชากรในประเทศเท่านั้น แต่ต้องดูความพร้อมโดยรวม"
ส่วนปัญหาการเมือง เห็นว่านักลงทุนจำนวนมาก ยังมั่นใจว่าจะไม่รุนแรง โดยเฉพาะนักลงทุนญี่ปุ่น เนื่องจากสามารถรับข้อมูลข่าวสารโดยตรงจากคนญี่ปุ่นที่อาศัยและทำงานอยู่ในไทยจำนวนมาก
ในส่วนของปัญหาแรงงาน เชื่อว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะเมื่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีผลเต็มรูปแบบ จะทำให้มีแรงงานเพิ่มเติม นอกจากนี้ทิศทางการผลิตของอุตสาหกรรมไทย ก็หันไปพึ่งพาระบบอัตโนมัติ หรือ ออโตเมชั่นมากขึ้น
สำหรับกลุ่มธุรกิจจากญี่ปุ่น เป็นกลุ่มที่น่าสนใจในการดึงเข้ามาลงทุน เนื่องจากขณะนี้การผลิตในญี่ปุ่น โดยเฉพาะธุรกิจขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอีกำลังประสบปัญหาเรื่องต้นทุนที่สูงทำให้ลดศักยภาพในการแข่งขันลงไป จึงต้องการหาแหล่งผลิตใหม่ และไทยก็เป็นตัวเลือกในอันดับต้นๆ
นอกจากนี้ยังมีเอสเอ็มอีที่ไปลงทุนในจีนอีกจำนวนมากที่ต้องการย้ายออกจากจีน หลังจาก 2 ประเทศเกิดปัญหาข้อพิพาทต่อกันมาระยะหนึ่ง
"โอกาสกำลังจะมา ดังนั้นเราต้องตั้งรับให้ดี โดยเฉพาะเรื่องของการเมืองให้นิ่งๆ โดยเร็ว"
นายสมเกียรติกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม แม้จะเห็นว่าไทยจะเป็นเป้าหมายการลงทุนจากประเทศต่างๆ แต่สมาคมก็จะต้องทำงานเชิงรุกเช่นกัน เช่น การเดินสายเจาะตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว ที่ล่าสุดสมาคมฯ ได้จัดกิจกรรมโรดโชว์ เพื่อหาช่องทางทำธุรกิจ
สำหรับสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย มีสมาชิก 350 ราย ประกอบไปด้วยกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วน/โลหะ, อิเล็กทรอนิกส์, พลาสติกและยาง, โลจิสติกส์/บริการ และซัพพลาย เชน









