อสังหาฯหมดยุค'รายเล็ก'

"สิงห์"ทุ่ม8พันล.เทคโอเวอร์"รสา" เพิ่มทุน4.16พันล้านหุ้น ขาย'สันติ ภิรมย์ภักดี-สิงห์พร็อพเพอร์ตี้' คาดว่ารับโอนกิจการ เสร็จใน31 ธ.ค.57
กลุ่มทุนใหญ่"สิงห์ พร็อพเพอร์ตี้ฯ" ทุ่มเกือบ 8,000 ล้านบาท เทคโอเวอร์ "รสา" หวัง"แบ็คดอร์ลิสติ้ง"เข้าตลาดหุ้น พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น "สิงห์เอทเตท" รุกธุรกิจโรงแรมและอสังหาฯให้เช่า หลังโอนกิจการ "สันติ ภิรมย์ภักดี" เข้าผู้ถือหุ้นใหญ่ ภายใต้แบรนด์ "สันติบุรี" ด้านรสา รับธุรกิจแข่งขันรุนแรง รายเล็กอยู่ลำบาก หวังควบรวมทำให้ขยายธุรกิจเพิ่ม
การแข่งขันรุนแรงในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทำให้รายเล็กไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาด ส่งผลให้ต้องหาผู้ร่วมทุนใหม่ที่มีธุรกิจขนาดใหญ่และโอกาสสร้างรายได้ในอนาคตเพิ่มขึ้น
ล่าสุดกลุ่มบริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (RASA) ได้ประกาศควบรวมกิจการกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มเบียร์สิงห์ ซึ่งกำลังเข้ามาดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากขึ้นตามกลุยุทธขยายธุรกิจใหม่ของบริษัท
นายรพิ พินิจชอบ กรรมการผู้จัดการ แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท มีมติเมื่อวันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา เปิดทางให้บริษัท สันติบุรี และบริษัท เอส ไบรท์ฟิวเจอร์ ซึ่งบริษัทบริษัทลูกของบริษัท สิงห์พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ เข้ามาควบรวมกิจการกับบริษัท พร้อมให้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติในการควบรวมครั้งนี้ และให้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) พร้อมจัดตั้งบริษัท เอส โฮเทล แมเนจเม้นท์ เป็นบริษัทย่อย เพื่อประกอบธุรกิจบริหารกิจการโรงแรม
การควบรวมครั้งนี้ ถือเป็นกลุ่มทุนน้ำเมารายใหญ่อีกรายหนึ่ง ที่เข้ามาควบรวมกิจการในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเข้าตลาดหุ้นทางรัด ซึ่งช่วง 2 ปีก่อนหน้านี้ กลุ่มนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ก็ได้ใช้ไทยเบฟฯ เข้ามาควบรวมกิจการอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ โกลด์เด้นแลนด์ และยูนิเวนเจอร์ เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงธุรกิจ และหันหารายได้จากช่องทางอื่นมาเสริมธุรกิจหลัก
ทั้งนี้ บริษัท สันติบุรี ทำธุรกิจโรงแรมและที่พัก เป็นเจ้าของโรงแรมสันติบุรี บีช รีสอร์ท กอล์ฟ แอนด์สปา มีนายสันติ ภิรมย์ภักดี เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 99.99% ขณะที่บริษัท เอส ไบร์ทฟิวเจอร์ มีบริษัท สิงห์ พร็อพเพอร์ตี้ฯ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 99.99% ทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท และผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท สิงห์ พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลล็อปเม้นท์ บริษัท ภิรมย์พัฒน์ และบริษัท แม็กซ์ฟิวเจอร์
สิงห์ทุ่มทุนเกือบ8,000 ล้าน
บริษัทจะรับโอนกิจการทั้งหมดของ 2 บริษัท พร้อมออกหุ้นเพิ่มทุนไม่เกิน 4.16 พันล้านหุ้นเสนอขายให้กับบุคคลในวงจำกัด (พีพี) 2 ราย เพื่อชำระค่าตอบแทนการโอนกิจการแทนเงินสด คือ จัดสรรให้กับนายสันติ ภิรมย์ภักดี ในราคาหุ้นละ 1.87 บาท เป็นมูลค่ารวม 2.3 พันล้านบาท และจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนให้กับบริษัท สิงห์พร็อพเพอร์ตี้ฯ ในราคาหุ้นละ 1.87 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 5.48 พันล้านบาท คาดว่ากระบวนการรับโอนกิจการจะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2557
ทั้งนี้การรับโอนกิจการในครั้งนี้ถือเป็นการเข้าจดทะเบียนหลักทรัพย์โดยทางอ้อม หรือ แบ็คดอร์ลิสติ้ง (Backdoor Listing) บริษัทจึงตั้งบริษัท แอดไวเซอรี่พลัส เป็นที่ปรึกษาการเงินอิสระ และขออนุมัติการทำรายการต่อตลาดหลักทรัพย์ พร้อมขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงทั้งหมดที่มาประชุม
นอกจากนี้ยังจะเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติขายที่ดินจำนวน 33 ไร่ 3 งาน 81.4 ตารางวา ในต.บึงคำพร้อย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ให้กับนายรพิ พินิจชอบ ซึ่งเป็นผู้หุ้นรายใหญ่ และผู้บริหารของบริษัท ในราคา 198 ล้านบาท และยกเลิกสัญญาการจัดการลงทุนกับบริษัท สยามไพรม์ โดยบริษัทจะชำระเงิน 51 ล้านบาท เป็นค่าตอบแทนให้แก่บริษัท สยามไพรม์เพื่อซื้อพื้นที่พาณิชกรรมของโครงการ เดอะ ไลท์ เฮาส์ ในส่วนที่เป็นของสยามไพรม์
"ธุรกิจปัจจุบันของบริษัท ในส่วนของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย มีการแข่งขันที่สูงขึ้น บริษัทจึงมีแผนในการเข้าดำเนินธุรกิจโรงแรม และอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ด้วยการลงทุนในโครงการที่มีศักยภาพในการพัฒนาอัตราผลตอบแทนที่เหมาะสมและมีความเสี่ยงที่ยอมรับได้ การรวมกิจการครั้งนี้บริษัทคาดว่าจะได้ประโยชย์ในการขยายและเพิ่มขนาดของธุรกิจ มีโอกาสในการเพิ่มรายได้และผลตอบแทนในระยะยาว พร้อมทั้งมีผู้บริหารใหม่ที่มีประสบการณ์และความชำนาญในธุรกิจ"
เปิดทางทุนใหญ่ควบรวมเพื่ออยู่รอด
การรวมกิจการครั้งนี้ นอกจากจะต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทและบริษัทที่เกี่ยวข้อง และต้องได้รับอนุมัติจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) แล้ว ยังมีมาตรการดำเนินการเพื่อขจัดความขัดแย้งทางผลประโยชย์ เนื่องจากนายสันติ จะกลายมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ดังนั้นตราบใดที่นายสันติ ถือหุ้นหุ้นในบริษัทเกิน 10% นายสันติ ตกลงจะไม่ประกอบธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอสังหาฯแข่งกับบริษัท โดยจะทำบันทึกข้อตกลงกับบริษัท ภายหลังจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติการทำรายการ และจะให้สิทธิและสิทธิในการปฏิเสธแก่บริษัท ในการซื้อสินทรัพย์โรงแรม หรือ โครงการพัฒนาอสังหาฯของนายสันติในอนาคต
ด้านแหล่งข่าวจากรสา ยอมรับว่าดีลดังกล่าว ได้มีการเจรจามาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ส่วนสาเหตุที่ตัดสินใจเปิดทางให้กลุ่มนายสันติ ภิรมย์ภักดี เข้ามาถือหุ้นใหญ่บริษัท เนื่องจากธุรกิจของรสา เป็นกิจการขนาดเล็ก ซึ่งแนวโน้มการทำธุรกิจของบริษัทขนาดเล็กจะมีความเสี่ยงด้านต้นทุนเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันการแข่งขันกับรายใหญ่ เป็นไปได้อย่างยากลำบาก อีกทั้งการเปิดตลาดเออีซี ยิ่งกดดันให้รายเล็กอยู่รอดยาก ดังนั้นจึงเปิดทางให้รายใหญ่เข้ามาควบรวมกิจการจะดีกว่า
ทั้งนี้ รสา เป็นกิจการขนาดเล็กและมีการเปิดตัวโครงการประมาณปีละ 1-2 โครงการเท่านั้น
ราคาหุ้น"รสา"พุ่งชนซิลลิ่ง
ด้านนักวิเคราะห์จาก บล.ฟิลลิป มองว่า ภาพรวมธุรกิจพัฒนาอสังหาฯในไทยเริ่มปรับตัวดีขึ้น เห็นได้จากยอดขายที่ค่อยๆมีการฟื้นตัว อย่างไรก็ตามในส่วนของบริษัทขนาดเล็กอาจจะอยู่ลำบาก เพราะการแข่งขันค่อนข้างสูง จากบริษัทขนาดใหญ่ที่มีการเปิดโครงการใหม่กว่า 20 โครงการ ในจำนวนนี้ก็มี 5โครงการที่ขายแทบไม่ได้ นอกจากนี้บริษัทขนาดเล็ก ยังมีปัญหาในการการขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน เพราะวงเงินเหลือให้กู้ค่อนข้างน้อย
ก่อนหน้านี้มีข่าวการร่วมทุนระหว่างบริษัท รสา กับกลุ่มทุนรายใหญ่ออกมาอย่างต่อเนื่อง จนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้สอบถามข้อมูลพร้อมให้บริษัทชี้แจงข้อมูล จนเมื่อวันที่ 20 ม.ค.2557 บริษัทรสาฯ ได้ชี้แจงว่า บริษัทยังไม่ได้รับการติดต่อจากผู้สนใจที่จะซื้อกิจการ และไม่ทราบบว่ามีการเสนอซื้อกิจการแต่อย่างใด
สำหรับราคาหุ้น RASA ค่อนข้างผันผวน โดยค่อยๆปรับขึ้นแรงในช่วงเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา จากระดับ 1.62 บาทต่อหุ้นเมื่อช่วงต้นปี ไต่ระดับมาจนแตะ 2 บาทในวันที่ 21 มี.ค. และหลังจากประกาศข่าวการรวมกิจการกับกลุ่มสิงห์ วานนี้ (16 เม.ย.) ราคาหุ้นรสา ปรับขึ้นแตะพาดานสูงสุด (ซิลลิ่ง) โดยปิดที่ระดับ 2.92 บาท เพิ่มขึ้น 29.20 % และปรับขึ้นสูงสุดในกระดานซื้อขายของวัน โดยมีมูลค่าการซื้อขาย
ควบรวมหนึ่งในกลยุทธ"สิงห์"
ก่อนหน้าที่จะมีข่าวการเข้าซื้อหุ้นในบริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ RASA เพื่อต่อยอดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของสิงห์ "กรุงเทพธุรกิจ" ได้สอบถามนายภูริต ภิรมย์ภักดี กรรมการ บริษัท สิงห์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ดูแลกลุ่มธุรกิจนอนแอลกอฮอล์ ถึงการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่มธุรกิจนอนแอลกอฮอล์ระยะ 3 ปี (2555-2557) ให้เป็น 30% ของรายได้รวมปีละกว่าแสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นรายได้จากธุรกิจนอนแอลกอฮอล์กว่าหมื่นล้านบาท
โดยเขายืนยันเป้าหมายเดิมว่าจะบรรลุเป้าหมายในปีนี้ พร้อมระบุด้วยว่า ขณะนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างการเจรจาร่วมทุนกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่ในการขยายธุรกิจนอนแอลกอฮอล์ หากสามารถปิดดีลได้สำเร็จจะทำให้สัดส่วนรายได้ธุรกิจนอนแอลกอฮอล์ก็จะใกล้เคียงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เนื่องจากดีลดังกล่าวมีมูลค่าค่อนข้างสูง แต่ยอมรับว่าจากปัจจัยลบภายในประเทศส่งผลให้การเจรจาร่วมทุนเลื่อนออกไปจากกำหนดเดิม
ทั้งนี้ บริษัทได้พันธมิตรทางธุรกิจใหม่ๆ ส่วนหนึ่งมาจากการไปออกงานแสดงสินค้าและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก(ANUGA) เมื่อปลายปี 2556 เป็นต้น
“ต้องดูว่าดีลในการร่วมทุนกับพันธมิตรจะลงตัวไหม หากสำเร็จสัดส่วนรายได้กลุ่มนอนแอลกอฮอล์ก็จะใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ ดังนั้นคาดการณ์ว่าโอกาสที่สัดส่วนรายได้จะเป็นไปตามเป้าหมายยังมีอยู่ เพราะเราไม่ได้เริ่มต้นขยายจากสินค้าในพอร์ตเท่านั้น เรายังมีธุรกิจอื่นทั้งอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจอาหาร ส่วนมูลค่าดีลนั้นบอกไม่ได้ แต่มีขนาดการลงทุนที่ใหญ่พอสมควร”
เมื่อถามว่า ทำไมครั้งนี้สิงห์เลือกที่จะขยายธุรกิจทางลัดด้วยการซื้อและควบรวมกิจการ ซึ่งที่ผ่านมาสิงห์มักไม่ค่อยดำเนินการ เขาบอกว่า ปัจจุบันธุรกิจอาจไม่สามารถเริ่มต้นจากศูนย์ และการร่วมกับพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเซ็กเตอร์จะมีส่วนช่วยติดสปีดธุรกิจได้เร็วขึ้น และการดีลครั้งนี้ไม่ใช่การเข้าไปครอบครองกิจการ 100% (Acquire) แต่จะเป็นการเข้าไปถือหุ้นในสัดส่วน 15% หรือ 30% ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการเจรจา
รุกอสังหาฯทายาทรุ่น4
สำหรับทิศทางการรุกธุรกิจนอนแอลกอฮอล์อย่างจริงจังของกลุ่มสิงห์ คอร์เปอเรชั่น เกิดขึ้นในยุคทายาทรุ่น 4 เข้ามาบริหารงาน ซึ่งมีการจัดตั้งฝ่ายพัฒนาธุรกิจ Business Innovation Center:BIC เพื่อพัฒนาสินค้าใหม่ป้อนตลาด หลังจากนั้นก็เริ่มขยายสู่ธุรกิจใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง ทั้งธุรกิจคอนซูเมอร์ภายใต้แบรนด์สิงห์ ไลฟ์, ธุรกิจเกษตร, โรงแรมและการท่องเที่ยว, อาหารญี่ปุ่น, ร้านขนมหวาน, ข้าวถุง, ดนตรี, ผลิตไฟฟ้า และอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ซึ่งมีทั้งการลงทุนเองและร่วมทุนกับพันธมิตรที่ล้วนแล้วเป็นยักษ์ใหญ่ระดับโลก
ขณะที่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะเห็นการขยับตัวของกลุ่มสิงห์ในเชิงรุก ตั้งแต่การประมูลที่ดิน "สถานทูตญี่ปุ่น" จนชนะ ซึ่งนายสันติ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด หมายมั่นจะพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวให้เป็น "แลนด์มาร์ค" ของกรุงเทพฯ โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศไทยจะต้องไปเยือน
นอกจากนี้ สิงห์ยังผนึกกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่แดนปลาดิบอย่าง "มิตซุย ฟูโดซัง (เอเชีย)" มาเป็นพันธมิตรเพื่อรุกอสังหาริมทรัพย์
ทั้งนี้ กลุ่มสิงห์ได้จดทะเบียนตั้งบริษัท สิงห์ พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด ขึ้นเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2556 และตั้งบริษัท เอส ไบรท์ฟิวเจอร์ จำกัด เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2556 เพื่อประกอบกิจการเกี่ยวกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท
ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังนางสาวอัจฉราพร ศิริไพรวัน ประธานกรรมการบริหารและกรรมการบริหารบริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ไม่ได้รับการตอบรับ รวมถึงนายจารึก เอกอินทุมาศ ผู้จัดการนักลงทุนสัมพันธ์ ที่ระบุว่าอยู่ต่างประเทศไม่สะดวกที่จะให้สัมภาษณ์
แต่เชื่อว่าการเข้าถือหุ้นทางลัดของตระกูลภิรมย์ภักดี เป็นกลยุทธของกลุ่มเบียร์สิงห์ในการขยายธุรกิจใหม่ จากก่อนหน้านี้เมื่อปี 2554 ได้ชนะการประมูลซื้อที่ดินสถานทูตญี่ปุ่น บนพื้นที่ 9 ไร่ บริเวณแยกอโศก-เพชรบุรี และที่ดินขององค์การความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น (ไจกา) อีก 1 ไร่เศษไปได้ในราคาต่ำกว่า 4.7 แสนบาท/ตารางวา รวมมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ สิงห์ยังได้ประกาศซื้อที่ดินย่านดุสิต พญาไท บางซื่อ บางพลัด เพื่อขึ้นอาคารสำนักงานและให้เช่าพื้นที่ รับการเติบโตของธุรกิจและบริษัทในเครือ ซึ่งปัจจุบันสำนักงานใหญ่บนถนนสามเสน เริ่มมีความแออัด รวมทั้งพนักงานของบริษัทและบริษัทในเครือก็มีจำนวนมากขึ้น







