วันอังคาร ที่ 8 กันยายน 2569

Login
Login

ถึงเวลาปรับโครงสร้างภาคการผลิต | ผู้นำยุคสุดท้าย

ข่าวหน้าหนึ่ง  2 วันซ้อนของหนังสือพิมพ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ที่พาดหัวข่าวเกี่ยวกับ “ความน่าเป็นห่วงของภาคการผลิต” ดังนี้

(1) ไทยติดหล่มภาคการผลิตทรุด “สภาพัฒน์” ชี้ 5 เหตุผลอุตสาหกรรมวูบ สวนทางส่งออกพุ่ง ห่วงสินค้านำเข้าสวมสิทธิ จับตาไทยขาดดุลจีนทุบสถิติ (30 ธันวาคม 2568)

(2) ธปท. ผวา “การผลิต” หดตัวยาว  “อุตสาหกรรม” เผชิญปัญหาโครงสร้าง - ความสามารถการแข่งขันลด (31 ธันวาคม 2568)

สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้ขยายความข่าวโดยรายงานว่า “ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม” (MPI)  เดือนพฤศจิกายน 2568 อยู่ที่ระดับ 90.54 ลดลง 4.24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราการผลิตอยู่ที่ 55.49% ถือว่าต่ำกว่าศักยภาพการผลิต

ในที่นี้ “ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม” (Manufacturing Production Index : MPI) คือ ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่ใช้วัดระดับการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ในช่วงเวลาหนึ่ง โดยเปรียบเทียบกับช่วงฐาน (Base Year) เพื่อดูแนวโน้มว่า การผลิตเพิ่มขึ้น ลดลง หรือทรงตัว

นั่นคือ  MPI ก็คือ ตัวชี้วัดหรือดัชนีที่สะท้อนปริมาณผลผลิตจริงของภาคอุตสาหกรรม เช่น โรงงานผลิตสินค้าได้มากขึ้น หรือน้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงฐาน  โดยทั่วไป MPI จะครอบคลุมอุตสาหกรรมหลัก เช่น อุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing)  การผลิตไฟฟ้า ก๊าซ และไอน้ำ  การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน เป็นต้น

สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานที่จัดทำและรายงาน MPI เป็นประจำ เพราะ MPI ใช้ประโยชน์ในหลายมิติ อาทิ ประเมินภาวะเศรษฐกิจโดยรวม (ขยายตัวหรือชะลอตัว)  วางนโยบายภาครัฐด้านอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ ช่วยภาคธุรกิจ วางแผนการผลิต การลงทุน และกำลังคน  เชื่อมโยงกับตัวชี้วัดอื่นๆ เช่น GDP, การส่งออก, การจ้างงาน เป็นต้น

นายศุภกิจ บุญศิริ (ผู้อำนวยการ สศอ.) ได้รายงานเพิ่มเติมว่า อัตราการใช้กำลังการผลิตที่ลดลง มาจากการผลิตอุตสาหกรรมปิโตรเลียมลดลงเนื่องจากการหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุงโรงกลั่นครั้งใหญ่ เงินบาทแข็งค่าส่งผลให้ราคาสินค้าส่งออกของไทยเพิ่มสูงขึ้น และกระทบความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทย

ประกอบกับสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ทำให้การผลิตหยุดชั่วคราว และสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กระทบการค้าชายแดน  รวมถึงการท่องเที่ยวจากต่างประเทศลดลงต่อเนื่อง ส่งผลกระทบอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทย เดือนพฤศจิกายน 2568 ดีขึ้น รับแรงประคองจาก “ภาคบริการ-ท่องเที่ยว” รวมถึงการส่งออกด้วย  ห่วงแต่ภาคการผลิตอุตสาหกรรมที่หดตัวต่อเนื่อง จากทั้งปัจจัยชั่วคราวและปัญหาเชิงโครงสร้าง

สะท้อนผลผลิตลดลงหลายหมวด ขณะที่ “เงินบาทแข็งค่า” และ “การแข่งขันจากสินค้านำเข้า” ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามใกล้ชิดระยะข้างหน้า

การที่ “ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม”  (MPI) ปรับตัวลดลงในหลายหมวดสำคัญ เท่ากับเป็น “การเตือนภัยล่วงหน้า” ที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ (และเร่งด่วน) ของภาคการผลิตในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและยุทธศาสตร์ เพื่อให้ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมอยู่รอดและพร้อมที่จะฟื้นตัวต่อไป โดยเฉพาะ SMEs จะได้ลืมตาอ้าปากได้มากขึ้นด้วย เพื่อจะได้รองรับการฟื้นตัวของภาคการผลิตในอนาคต

สรุปได้ว่า การหดตัวของภาคการผลิตไม่ได้เกิดจากปัจจัยชั่วคราวเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะอุปสงค์ที่ค่อยๆ ปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมา และความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้การผลิตในหลายหมวดปรับลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดปี

นอกจากนี้ ภาคการผลิตบางกลุ่มยังได้รับผลกระทบจากการแข่งขันของสินค้านำเข้า หรือภาวะ import flooding ซึ่งกดดันการจ้างงานในบางอุตสาหกรรม และซ้ำเติมการชะลอตัวของภาคการผลิตโดยรวมด้วย

ทุกวันนี้ การปรับปรุงภาคการผลิตและการปรับปรุงเพื่อเพิ่มผลผลิตโรงงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันจึงมีความสำคัญยิ่ง  ซึ่งสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับนโยบายและยุทธศาสตร์ กระบวนการผลิต เทคโนโลยี ไปจนถึงคนและความยั่งยืนอันได้แก่ (1) การปรับปรุงกระบวนการผลิต (Process Improvement) (โดยมุ่งลดความสูญเปล่า เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับคุณภาพ)

 (2) การปรับปรุงเทคโนโลยีและเครื่องจักร (Technology & Automation) (โดยเพิ่มความเร็ว ความแม่นยำ และความยืดหยุ่นในการผลิต)  (3) การปรับปรุงผังโรงงานและโลจิสติกส์ (Layout & Logistics) (โดยลดการเคลื่อนย้ายที่ไม่จำเป็น เพิ่มความคล่องตัว)  (4) การพัฒนาทักษะแรงงานและการจัดการ (People & Management) (โดยการพัฒนาคน ซึ่งเป็นหัวใจของความสามารถในการแข่งขัน)  

(5) การปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) (โดยอาศัยข้อมูล ตัดสินใจบนข้อมูลจริง ลดความผิดพลาด)  และ (6) การเชื่อมโยงการบริหารจัดการสู่ความยั่งยืน (ESG / BCG / SDGs) (โดยปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตด้วยความรับผิดชอบเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาวและเข้าถึงตลาดโลก)

การปรับโครงสร้างและการปรับปรุงโรงงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ยิ่งจะมีความจำเป็นและเร่งด่วนมากขึ้นสำหรับสถานการณ์ “วิกฤตอาหารโลก” ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ภายใต้ภาวะสงครามหลายจุดทั่วโลกในปัจจุบัน

ณ วันนี้ “ความครบวงจรของเกษตร-อุตสาหกรรม-พาณิชย์” ในโครงการ “ครัวไทยป้อนโลก” (อาหารไทยเพื่อชาวโลก) อันหมายถึง ภาคเกษตรเป็น “ต้นน้ำ” ที่ต้องส่งผ่านเข้าภาคอุตสาหกรรม (การผลิต) ซึ่งเป็น “กลางน้ำ” และนำผลผลิตถึงมือผู้บริโภค ซึ่งเป็น “ปลายน้ำ”  จึงเป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วนที่เราต้องรีบพิจารณาทบทวนถึงนโยบาย ยุทธศาสตร์ และวิธีการที่มีอยู่ เพื่อดำเนินการต่อไป ครับผม !